Showing posts with label วิธีรักษาสุขภาพ-Tips. Show all posts
Showing posts with label วิธีรักษาสุขภาพ-Tips. Show all posts

Thursday, February 18, 2016

การห้ามเลือด (Hemostasis)

การห้ามเลือด (ข้อมูลโดย หมอชาวบ้าน)

สำหรับภาวะเลือดออกภายนอก ให้ห้ามเลือดดังนี้
สำหรับภาวะเลือดออกภายนอก
  1. ถ้าเลือดออกจากบาดแผล และบาดแผลมีขนาดเล็ก ให้ล้างแผล แล้วใช้นิ้วมือที่สะอาดกดลงตรงปากแผล หรือจะใช้แผ่นผ้าสะอาดวางลงบนบาดแผล แล้วกดให้แน่นประมาณ 5-10 นาที จนเลือดหยุดแล้วจึงหยุดกดและใช้ผ้าพันไว้.
  2. ถ้าเลือดออกจากบาดแผล และบาดแผลมีขนาดใหญ่ ให้ล้างแผลใช้แผ่นผ้าพับปิดปากแผล แล้วใช้ส้นมือหรือฝ่ามือกดให้แน่นประมาณ 10-15 นาที จนเลือดหยุด แล้วรีบส่งโรงพยาบาล.
    ถ้าเลือดไม่หยุดไหล และแผลเกิดที่แขนหรือขา ให้ใช้ส้นมือกดที่หลอดเลือดแดงที่แขนพับ (ดูรูป) หรือที่ขาหนีบ (ดูรูป) จนเลือดพอไหลซึมๆ อย่ากดจนแขนหรือขาซีดหรือเขียว แล้วรีบส่งโรงพยาบาล.

    การกดแขนพับเพื่อห้ามเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลใหญ่ใต้ศอกลงไป
    การกดแขนพับเพื่อห้ามเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลใหญ่ใต้ศอกลงไป

    การกดขาหนีบเพื่อห้ามเลือดที่ขา
    การกดขาหนีบเพื่อห้ามเลือดที่ขา


    ถ้าเป็นบาดแผลที่อวัยวะถูกตัดขาด ให้ห้ามเลือดเช่นเดียวกับข้างต้นและนำอวัยวะส่วนที่ถูกตัดขาดใส่ถุงพลาสติกที่สะอาดและแห้ง (ห้ามล้างอวัยวะที่ถูกตัดขาด) แล้วปิดปากถุงให้แน่น แล้วแช่ถุงนั้นในถุงพลาสติกหรือภาชนะที่ใหญ่กว่าที่มีน้ำผสมน้ำแข็งอยู่ แล้วนำส่งโรงพยาบาลพร้อมผู้ป่วย.
  3. ถ้าเลือดออกตามไรฟัน หรือเหงือก ให้อมน้ำเย็นหรือน้ำแข็งจนเลือดหยุด/ออกน้อยลง แต่ถ้าเลือดออกตรงที่ฟันหลุด/ถอนฟัน ให้ใช้ก้อนผ้า (ผ้าชิ้นเล็กๆ ม้วนเป็นก้อนกลม) วางลงตรงจุดที่เลือดออกแล้วกัดไว้ให้แน่นประมาณ 10-15 นาทีหรือนานกว่านั้น จนเลือดหยุด.
    ถ้าเลือดไม่หยุดไหล หรือไหลออกมาใหม่หลังหยุดไปแล้ว ให้ทำแบบเดิมและไปพบหมอฟัน.
  4. ถ้าเลือดออกจากจมูกหรือตกไปหลังคอหอย แล้วขากออกมาเป็นเลือดที่เรียกว่า “เลือดกำเดา” ให้นั่งพัก ก้มศีรษะไปข้างหน้า บีบจมูก (ส่วนที่ไม่ใช่กระดูกแข็ง) ให้แน่นอย่างน้อย 5-10 นาที จนเลือดหยุด ระหว่างนั้นให้หายใจทางปาก ถ้าเลือดตกไปที่คอหอยข้างในให้บ้วนออกมา ถ้ามีน้ำแข็งหรือผ้าเย็นให้ใช้โปะบริเวณจมูก หลัง 5-10 นาที ค่อยคลายมือที่บีบจมูก ถ้ายังมีเลือดออกให้บีบใหม่ 10-15 นาที ถ้ายังมีเลือดออกอีกให้ไปที่โรงพยาบาล.

    เลือดกำเดา
    เลือดกำเดา
  5. ถ้าเลือดออกจากก้น (ทวารหนัก) เป็นเลือดสดๆ หยดออกมาเมื่ออุจจาระแข็งหรือเบ่งอุจจาระมาก ซึ่งมักเกิดจากริดสีดวงทวารไม่ต้องตกใจ ให้ขมิบก้นไว้ และนั่งทับก้อนผ้าที่วางไว้ตรงปากก้น (ปากทวารหนัก) แล้วไปโรงพยาบาล.
หมายเหตุ: ควรใส่ถุงมือยางหรือหาถุงพลาสติกหุ้มมือตนเองก่อนสัมผัสเลือดผู้บาดเจ็บ ห้ามให้อาหาร น้ำ หรือยาแก่ผู้บาดเจ็บที่เสียเลือดมาก ข้ามขันชะเนาะเพื่อห้ามเลือด.

สำหรับภาวะเลือดออกภายใน
การห้ามเลือดทำได้ยาก หรืออาจทำไม่ได้เลย แต่สามารถช่วยปฐมพยาบาล ได้ดังนี้
  1. ให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบายที่สุด แต่ถ้าหน้ามืดเป็นลม ควรจัดให้นอนราบ ไม่หนุนหมอน และใช้หมอนหนุนขาทั้ง 2 ข้างให้สูงขึ้น.
  2. ปลอบใจให้ผู้ป่วยไม่ตื่นเต้นตกใจ และสงบ เลือดจะออกน้อยลง.
  3. พัดโบกลมให้ผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยไม่หนาว.
  4. ให้ดมยาหอม/ยาดมอื่นๆ ที่ทำให้ชื่นใจ.
  5. เก็บเลือดหรือสิ่งอื่นที่ผู้ป่วยไอ/อาเจียน/ถ่ายออกมาไปให้หมอดูด้วย.
  6. ห้ามให้อาหารและน้ำทางปาก จนกว่าหมอจะอนุญาต.
  7. ถ้าไอเป็นเลือด ให้ผู้ป่วยพยายามไอเบาๆ (กระแอม) แทนการไอแรงๆ จะทำให้เลือดออกน้อยลง.
ถ้าบริเวณที่กระดูกหักบวมขึ้นมาก แสดงว่ามีเลือดออกภายในบริเวณนั้น พยายามให้ส่วนนั้นอยู่นิ่งๆ ถ้าตรึง/ดาม/รัดได้ ควรจะทำทันที แต่ต้องระวังไม่ให้การตรึง/ดาม/รัด ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดมากขึ้น หรือส่วนปลาย (ต่ำจากที่ตรึง/ดาม/รัด) เกิดอาการซีดขาว/เขียว/เย็น/บวม/ชาขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้น ต้องคลายสิ่งที่รัดออกจากส่วนปลายหายซีดขาว/เขียว/เย็น/บวม/ชา ทันที

Key: ห้ามเลือด, Hemostasis

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/doctorme/first-aid/12516

Tuesday, February 9, 2016

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น


สื่อการสอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น


การปฐมพยาบาลผู้ป่วยเป็นลมหมดสติ ชัก และช็อค


Key: การปฐมพยาบาลเบื้องต้น, กระดูกหัก, เป็นลม, หมดสติ, ช็อค

Basic First Aid Training

Basic First Aid Training



First Aid Instructional Video

Key: First Aid Training, ปฐมพยาบาล, เป็นลม, หมดสติ, ช็อค

โยคะสำหรับโรคทั่วๆไป - ปวดหลัง

การยืนตัวตรงถือได้ว่า เป็นวิวัฒนาการที่สำคัญมากของความเป็นมนุษย์ การที่มนุษย์ยืนตัวตรงได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะของกระดูกสันหลัง ที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงตัวตรงอยู่ได้อย่างสมดุล อีกส่วนหนึ่ง คือ การเกร็งตัวเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหลังเพื่อพยุงตัวเราให้ตั้งตรง หากกล้ามเนื้อต้องเกร็งตัวมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้เกิดการปวดหลัง

ผู้ปวดหลังโดยมีสาเหตุจากการเครียดหรือจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ โยคะทำให้เรามีสติ รับรู้ความเกร็ง ตึงที่เกิดขึ้น และช่วยผ่อนคลายความเกร็ง ตึงเหล่านั้น ส่วนผู้ปวดหลังที่มาจากสาเหตุใหญ่ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน อักเสบ หรือติดเชื้อ จำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

ในการปฏิบัติเริ่มจากท่าเอียงข้างและท่าแอ่นหลัง ฝึกทำสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงเพิ่มท่าก้มไปข้างหน้า จากนั้นลองทำท่าบิดตัว

ในกรณีที่เจ็บมาก ให้ค่อย ๆ ทำทีละน้อย เริ่มทำเฉพาะส่วนที่เจ็บน้อยที่สุด ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ด้วยความระมัดระวัง เมื่อฝึกทำสม่ำเสมอได้สัก 2-3 สัปดาห์ จึงขยับทำมาก ๆ ขึ้น เมื่อทำเพิ่มขึ้นเราอาจรู้สึกปวด ทำเอาแต่เท่าที่พอทนได้ ช่วงที่ทำขณะที่หายใจออกลองจินตนาการ กระจายความรู้สึกปวดไปยังบริเวณรอบ ๆ ที่สำคัญ อย่าฝืนทำมากเกินไป

สำหรับผู้มีสุขภาพปกติ การฝึกทำท่าเหล่านี้เป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสุขภาพหลังของเรา ให้ทำงานได้เป็นปกติ
                                                             
ท่าเอียงข้าง
ยืนกางขา ยกแขนขาขึ้นจนขนานกับพื้น โน้มแขนขวาและลำตัวไปทางซ้าย แขนซ้ายค่อน ๆ เลื่อนลงไปตามขา สายตามองที่ปลายมือขวา ระวังอย่าก้มตัวไปทางข้างหน้า หรือแอ่นตัวไปทางด้านหลัง จากนั้นคืนตัวกลับ ลดมือลง แล้วทำสลับข้าง ทำข้างละ 5 ครั้ง
                                                                
ท่าแอ่นหลัง
ยืนกางขา
 ชูแขนทั้ง 2 ขึ้น แอ่นตัวไปทางด้านหลัง จากนั้นคืนตัวกลับ ทำ 5 ครั้ง 
                                                                     
ท่าก้มไปข้างหน้า
ยืนกางขา 
ชูแขนทั้ง 2 ขึ้น ก้มตัวลงจนสุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นคืนตัวกลับ ทำ 5 ครั้ง
                                                                  
ท่าบิดตัว
นอนหงาย กางแขน ฝ่ามือคว่ำ ชันเข่า ลดเข่าทั้ง 2 ไปทางขวา ลงไปจนสุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ฝืน จากนั้นคืนเข่ากลับ แล้วลดเข่าลงทางซ้าย ทำข้างละ 5 ครั้ง
                                                       

หลักในการปฏิบัติ1) มีสติ รับรู้ความรู้สึกของร่างกายตลอดเวลา รับรู้สภาวะเหยียดตึง รับรู้สภาวะผ่อนคลาย รับรู้ทุก ๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2) ใช้แรงแต่น้อย ใช้แรงเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
3) ทำด้วยหลักทางสายกลาง น้อยเกินไป เราก็ยังไม่ได้รับประโยชน์ มากเกินไป เราก็กำลังทำร้ายร่างกายเราเอง
4) ทำตอนเช้า ๆ (ก่อนอาหาร) เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่น แจ่มใส

Key: ปวดหลัง, back pain
แหล่งข้อมูล

ข้อเข่าเสื่อม

 การใช้งาน “ข้อเข่า” หนักเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด “โรคข้อเข่าเสื่อม” (Osteoarthritis) ก่อนวัยได้ โดยทั่วไปแล้วข้อเข่าของคนเราก็ค่อยๆเสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติอยู่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้นโอกาสที่จะเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมก็มีมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นควรใช้งานข้อเข่าอย่างระมัดระวังเพื่อถนอมให้ข้อเข่าอยู่กับเรานานขึ้น

อาการข้อเข่าเสื่อม มักพบได้บ่อยในคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือผู้สูงอายุ กล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าและกระดูกข้อเข่าจะทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวของเราไว้ ถ้าใครมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมได้ก่อนวัย นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าที่หนักเกินไปในแต่ละวันเช่น การได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกบริเวณข้อเข่า ภาวะกระดูกพรุนเนื่องจากวัยที่เพิ่มขึ้นหรือแม้แต่การนั่งนานๆในท่าเดียวกันโดยเฉพาะการนั่งพับเข่า สิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้เร็วยิ่งขึ้น

ความเจ็บปวดทรมานจากโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) จะสร้างความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวันให้กับผู้ป่วยมาก บางรายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทำให้เกิดผลทางด้านจิตใจและโรคอื่นๆตามมาเช่น อาการซึมเศร้า ความเครียด โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น

การตรวจและวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม ศัลยแพทย์ด้านกระดูกจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการของโรคว่าข้อเข่ามีความเสียหายมากน้อยเพียงใดและยังต้องตรวจอย่างอื่นควบคู่กันไปพร้อมกันเช่น ตรวจดูข้ออื่นๆ โรคเกาต์ (Gout) โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) หลังจากนั้นแพทย์จะเอกซเรย์ข้อเข่าในท่ายืนเพื่อตรวจสภาพที่แท้จริงของกระดูกอ่อนดูการสึกหรอของข้อเข่าว่าเกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้อาจมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริค ความหนาแน่นของกระดูก น้ำเลี้ยงข้อเข่า ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาสาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อมและหาทางรักษาที่สาเหตุของโรคซึ่งจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรักษาด้วยตนเองจึงเป็นวิธีที่ประหยัดและปลอดภัยที่สุด  โดยการทำกายภาพบำบัดบริหารกล้ามเนื้อเข่า  ให้ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้  นำถุงทรายหรือขวดน้ำถ่วงที่บริเวณข้อเท้า  จากนั้นค่อยๆยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้นอย่างช้าๆ  ควรทำอย่างน้อยวันละ ๒-๓ ครั้ง  ครั้งละ ๓-๕ นาที  เมื่อทำเป็นประจำสามารถที่จะเพิ่มน้ำหนักของถุงทรายให้มากขึ้น  การบริหารด้วยวิธีนี้จะทำให้ข้อเข่าแข็งแรงและลดอาการปวดเข่าลงได้ " รศ.ย์นวลอนงค์  ชัยปิยะพร  คณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์  มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวในงานเสวนาเรื่อง " ข้อเข่าเสื่อม  ฝึกกายภาพบำบัดช่วยได้ "  ที่ร้านเลมอนฟาร์ม แจ้งวัฒนะ


ข้อเข่าเสื่อม...รักษาได้ไม่ต้องผ่าตัด





การบริหารกล้ามเนื้อลดอาการปวดเข่า







Key: ข้อเข่าเสื่อม, ข้อเสื่อม, เข่าเสื่อม, Arthrosis, Osteoarthritis, OA

แหล่งข้อมูล


https://www.doctor.or.th/article/detail/1563


Wednesday, April 15, 2015

การใช้กระเป๋าน้ำร้อน

กระเป๋าน้ำร้อน

ภาพประกอบจาก
http://imgarcade.com/1/heat-packs-for-back/

1. เติมน้ำร้อนลงไปในกระเป๋าน้ำร้อน ประมาณ 2/3 ของกระเป๋า ไล่อากาศที่อยู่บริเวณส่วนบนออกให้หมดเพื่อให้กระเป๋าสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปตามอวัยวะของร่างกายได้สะดวก การไล่อากาศสามารถทำได้โดยวางกระเป๋าราบลงกับพื้น ใช้มือจับปากกระเป๋าและค่อยๆลดระดับลงจนกระทั่งน้ำอยู่บริเวณคอกระเป๋า ปิดจุกให้แน่น
2. ทดสอบว่าน้ำร้อนไม่ซึมออกมาโดยคว่ำปากกระเป๋าลง
3. หุ้มกระเป๋าด้วยปลอก หรือปลอกหมอน หรือผ้าเช็ดตัว ไม่วางกระเป๋าน้ำร้อนบนผิวหนังโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆได้
4. ระยะเวลาที่เหมาะสมในการวางกระเป๋าน้ำร้อน คือ ประมาณ 20-30 นาที
5. ไม่ควรนอนทับกระเป๋าน้ำร้อน
6. เมื่อเลิกใช้แล้ว เทน้ำออกให้หมด ล้างให้สะอาด แขวนกระเป๋าน้ำร้อนโดยคว่ำปากกระเป๋าลง เมื่อแห้งแล้วทำให้กระเป๋าพองลม ปิดจุกเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

หมายเหตุ
        สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเลือกประคบร้อนหรือเย็น ได้ที่ รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องประคบร้อนหรือเย็น?

เอกสารอ้างอิง
1. มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา. คู่มือตู้ยาโรงเรียนและแนวทางการรักษาโรคที่พบบ่อย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา; พ.ศ. 2553. หน้า 101.


วิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น (Cold-Hot Pack)

ภาพประกอบจาก
http://www.ultimate-performance.co.uk/index.php?_a=viewProd&productId=98

สำหรับประคบเย็นประคบถุงเจลที่ข้อมือ: ภาพจาก http://www.sciencephoto.com
>> แบบเย็นมาก : นำถุงเจลแช่ในช่องแข็งของตู้เย็นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
>> แบบเย็นปานกลาง : นำถุงเจลแช่งในน้ำแข็งเป็นเวลา 20 นาที
>> แบบเย็นน้อย : นำถุงเจลแช่ในช่องธรรมดาของตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง

สำหรับประคบร้อน
>> แบบร้อนมาก : นำถุงเจลแช่ในน้ำที่ต้มเดือดแล้ว (ห้ามต้มพร้อมกับน้ำ) เป็นเวลา 1-5 นาที
>> แบบร้อนปานกลาง : นำถุงเจลแช่ในน้ำร้อน 7 นาที

หมายเหตุ
       ควรมีถุงประคบร้อนเย็นอย่างน้อย 2 ชิ้น เพื่อใช้ทดแทนกันเมื่อความร้อนหรือความเย็นหมดไปขณะทำการปฐมพยาบาล ถ้าอุณหภูมิของเจลร้อนหรือเย็นเกินไป อาจใช้ถุงผ้าหรือผ้าพันรอบถุงเจลก่อนนำไปสัมผัสกับผิวหนัง
     สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเลือกประคบร้อนหรือเย็น ได้ที่ รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องประคบร้อนหรือเย็น?

เอกสารอ้างอิง
1. มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา. คู่มือตู้ยาโรงเรียนและแนวทางการรักษาโรคที่พบบ่อย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา; พ.ศ. 2553. หน้า 100.

Tuesday, April 14, 2015

รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องประคบร้อนหรือเย็น

     การประคบร้อนหรือเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการปวดหรืออักเสบ ทั้งอาการปวดที่เกิดจากการเจ็บป่วย มีไข้ หรือการได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา วิ่งเล่น ซึ่งอาจมีได้ตั้งแต่ การหกล้ม ศีรษะกระแทกจากการปะทะ การบาดเจ็บ ฟกช้ำของส่วนต่างๆของร่างกาย
     การจะเลือกใช้ความร้อนหรือเย็นนั้นมีข้อที่ต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ถ้าเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันร่วมกับมีการบวม ควรเลือกใช้ความเย็น เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลงและช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเป็นการปวดแบบเป็นๆหายๆ มีอาการมานานหรือเรื้อรัง หรือปวดร่วมกับมีอาการตึงกล้ามเนื้อ ควรใช้ความร้อน เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนเลือดดีขึ้นจึงลดอาการปวดและตึงกล้ามเนื้อได้

ภาพประกอบจาก
http://wholesaleelectrodes.com/product.sc?productId=3

ประคบเย็น เมื่อ...
      หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ภายใน 24-48 ชั่วโมง) ประคบนาน 20-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ ปวดบวมบริเวณอื่นๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ๆ
  อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูปหรือทำถุงน้ำแข็งขึ้นใช้เอง โดยการใช้ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะแล้วเติมน้ำเปล่าผสมน้ำแข็งอย่างละครึ่งลงไปในถุง ตรวจสอบว่าไม่เย็นเกินไปโดยการนำมาประคบผิวหนัง ถ้าบริเวณที่มีอาการเป็นบริเวณมือ แขน ขา หรือเท้า อาจใช้การแช่ในภาชนะที่บรรจุน้ำเย็นแทน โดยแช่นานประมาณ 15-20 นาที

ประคบร้อน เมื่อ...
      การประคบร้อนจะเริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง ให้ประคบครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาการที่ควรประคบร้อน เช่น ปวดตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า หลัง น่อง ปวดประจำเดือน อาจใช้เจลสำหรับประคบร้อนเย็นแบบสำเร็จรูป ใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำร้อน โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 45 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ไม่ควรประคบด้วยความร้อนที่มากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณที่ประคบ ไม่ควรประคบนานหรือถี่เกินไป และต้องไม่ประคบร้อนในบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออก เพราะจะยิ่งทำให้มีการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จะประคบร้อนได้ก็ต่อเมื่อการอักเสบน้อยลงแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากไม่มีอาการบวม แดง ร้อน

หมายเหตุ
>> สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น ได้ที่ วิธีการใช้ถุงประคบร้อนเย็น (Cold-Hot Pack)
>> สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวิธีการใช้กระเป๋าน้ำร้อน ได้ที่ การใช้กระเป๋าน้ำร้อน
 เอกสารอ้างอิง
1. มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา. คู่มือตู้ยาโรงเรียนและแนวทางการรักษาโรคที่พบบ่อย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา; พ.ศ. 2553. หน้า 99-100.

Key: ประคบร้อน, ประคบเย็น

ดัดตน แก้ปวดสลักเพชร

สลักเพชรเป็นคำเรียกโรคชนิดหนึ่งของหมอนวดแผนไทย ที่มีอาการปวดที่สะโพก เคยมีนักกายบำบัดถามคุณพิศิษฐว่า สลักเพชรอยู่ตรงไหน คุณพิศิษฐก็บอกเขาว่าอยู่ที่สะโพก เขาบอกว่าผิดต้องอยู่ตรงบุ๋มที่เอวด้านหลัง คุณพิศิษฐได้ค้นดูในพจนานุกรมฉบับภาษาไทยเขียนไว้ว่า คำว่า สลักเพชร คือ รอยบุ๋มตรงสะโพก เวลาเดินจะยักไปยักมาได้ เมื่อต้นสัปดาห์นี้มีนักตีกอล์ฟท่านหนึ่งมีอาการปวดตรงสลักเพชรมากเดินเกือบไม่ได้ หลังจากคุณพิศิษฐให้หมอนวดตาบอกนวดแล้ว คุณพิศิษฐก็แนะนำให้บริหารท่าฤาษีดัดตนที่เคยเขียนลงในหนังสือเล่ม ชื่อ 21 ท่าดัดตน ตาคุณพิศิษฐจะให้เขาบริหารเป็นชุดทั้ง 5 ท่า ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่องจะหายเป็นปกติ


ท่าเตรียม
นอนหงายชันเข่าซ้ายลำตัวตรง


ท่าบริหาร
ยกเข่าซ้ายขึ้น ใช้มือช่วยดึงเข่าเข้ามาให้ชิดอกมากที่สุด โดยขาขวายังวางราบกับพื้น นับ 1-10 แล้วปล่อยเหยียดขาขวาออก เปลี่ยนมาดึงเข่าขวา ทำสลับกัน 10 ครั้ง

ท่าเตรียม
นอนหงาย ชันเข่าเอาขาซ้ายมาไขว้ขาขวา แล้วขัดน่อง



ท่าบริหาร

มือซ้ายจับขอบเตียงไว้ ใช้มือขวาเอื้อมมาจับเข่าซ้าย แล้วดึงมาจรดขอบเตียงด้านซ้าย ค้างไว้นับ 1-10 จับกลับมาที่เดิม เปลี่ยนขาที่ไขว้สลับทำอีกข้าง 5-10 ครั้ง





ท่าเตรียม

นอนหงายชันเข่าขวา ขาซ้ายไขว่ห้างเป็นเลข 4 


ท่าบริหาร

ใช้แขนทั้ง 2 สอดเข้าไปใต้น่องขาซ้าย แล้วดึงท่อนขาเข้ามาให้ชิดอกมากที่สุด นับ 1-10 กลับที่เดิม เปลี่ยนมาไขว่ห้างด้วยขาขวา ทำเช่นเดียวกัน 5-10 ครั้ง





ท่าเตรียม
นั่งเหยียดขาซ้ายไปข้างหน้า ชันเข่าไขว้ข้ามดันขาซ้ายมา แขนขวาเท้าพื้นเยื้องไปด้านหลัง แขนซ้ายไขว้มาจับเข่าขาซ้าย ซึ่งจะขัดเข่าขวาไว้พอดี ตัวตรง












ท่าบริหาร

หายใจเข้าช้า ๆ พร้อมทั้งเหลียวมองปลายมือขวาให้มากที่สุด ค้างไว้นับ 1-10 หายใจออกแล้วกลับที่เดิม เปลี่ยนมาทำด้ายซ้าย เช่นเดียวกัน 4-6 ครั้ง



ท่าเตรียม
นั่งชันเข่าทั้งสองข้าง เอาศอกหนีบเข่าไว้














ท่าบริหาร
พนมขึ้น หายใจเข้าช้าๆ พร้อมทั้งพยายามแบะเข่าออกทั้งสองข้าง โดยมีศอกหนีบไว้ เป็นการต่อสู้กันจนสุดลมหายใจ กลั้นใจนิดหนึ่งแล้วหายใจออก ผ่อนเข่าและศอกกลับมาในท่าเดิม ทำสลับกัน 3-6 ครั้ง


















Key: ท่าบริหาร, ท่าเตรียม, สลักเพชร, ฤาษีดัดตน, นวดแผนไทย
แหล่งข้อมูล http://www.doctor.or.th/article/detail/3332