Showing posts with label ถาม-ตอบ ปัญหาสุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label ถาม-ตอบ ปัญหาสุขภาพ. Show all posts

Monday, February 15, 2016

ยาแก้เมารถ (dimenhydrinate)

ถาม: คุณจิราพร/นครปฐม
ดิฉันเป็นคนเมารถ เคยซื้อยามากิน เป็นยาสีเหลืองเล็กๆ แบบวงกลม เขาเรียกว่า ยาเมารถ ตอนแรกๆใช้ได้ผล ต่อมาระยะหลังกลับใช้ไม่ได้ผล แถมยังปวดหัวด้วย ปวดมาก ยานี้ถ้าใช้ไปนานๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ และควรซื้อยาอะไรมากิน

ตอบ: โดย นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล
ปกติยาแก้เมารถที่นิยมใช้กัน ได้แก่ ไดเมนฮัยดริเนต (dimenhydrinate) มีผลข้างเคียง คือ ง่วงนอน ตาพร่า ปากแห้ง และปัสสาวะลำบาก ยาชนิดนี้และยาชนิดอื่นที่จัดอยู่ในประเภทยาแอนติฮิสตามีน มักใช้ไม่ได้ผลหากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะตับจะสร้างเอนไซม์ไว้ขจัดยาออกจากร่างกายโดยเร็วจนยาไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ทัน

กรณีนี้ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาแอนติฮิสตามีนชนิดอื่น เช่น ไดเฟนฮัยดรามีน (diphenhydramine) ฮัยดรอกซีซีน (hydroxyzine) เป็นต้น

Key: dimenhydrinate, diphenhydramine, hydroxyzine, เมารถ

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/ask/detail/4707

Sunday, February 14, 2016

ตาแห้ง

ถาม :

ดิฉันมีปัญหาตาแห้ง น้ำตาน้อย รู้สึกระคายเคืองตาบ้าง มีวิธีการรักษาหรือดูแลด้วยตนเองหรือไม่คะ

ตอบโดย : พญ.สุมาลี หวังวีรวงศ์

อาการตาแห้งมีหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยคือ มีการสร้างน้ำตาลดลงโดยเฉพาะในคนที่มีอายุมากขึ้น การกินยาบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด การใส่คอนแท็กเลนส์ที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ถูกวิธี ภูมิแพ้ที่ตา หนังตาหรือเยื่อตาอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่เคยทำเลสิก ผ่าตัดตา ผู้มีปัญหาหลับตาไม่สนิท รวมถึงช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ลมแรง ดื่มน้ำน้อย การอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ก็สามารถทำให้น้ำตาระเหยไปได้เช่นกัน

ดังนั้นการดูแลและป้องกันตาแห้ง ควรดูตามสาเหตุ เช่น ผู้ที่ต้องใช้สายตาหรืออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ควรพักสายตาทุก ๓๐-๖๐ นาที ด้วยการหลับตา ๑-๒ นาที กะพริบตาบ่อยๆ ผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ก็ไม่ควรใส่นานเกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผู้ที่ต้องกินยาแก้แพ้เป็นประจำ อาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมช่วย ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมแรง
แต่ถ้าต้องการอยู่ในบริเวณที่อากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมพัด ควรสวมแว่นเพื่อกันแดดและลมที่เป็นสาเหตุทำให้ตาแห้ง

นอกจากนี้ ถ้ากินอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา พวกผัก ผลไม้ ปลาหรืออาหารทะเลที่มีกรดไขมันที่จำเป็นหรือโอเมก้า ๓ จะช่วยให้น้ำตาระเหยช้าลง

อย่างไรก็ตาม เราควรทะนุถนอมดวงตาด้วยการพักสายตาเป็นระยะๆ ไม่ใช้สายตาติดต่อกันนานๆ หลายชั่วโมง และกะพริบตาบ่อยๆ ให้มีน้ำตาเคลือบตาตลอดเวลา เพราะถ้าเราปล่อยให้ตาแห้งมากๆ จะทำให้กระจกตาไม่เรียบใส ผิวกระจกตาอักเสบ จะทำให้มีอาการระคายเคืองและตาพร่ามัวได้

Key: Dry eye, Xerophthalmia, ตาแห้ง

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/ask/detail/15495

เลือดออกในสมอง

โรคเลือดออกในสมองมีอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ อาการเป็นอย่างไร และการป้องกันโรคนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง

โดย : นพ.ประจักษ์ ศรีรพีพัฒน์

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน พบมากในผู้ที่มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป และผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงประมาณ ๒-๓ เท่า
โรคนี้จัดเป็นกลุ่มหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับโรคสมองขาดเลือด

สาเหตุหลักมาจากภาวะความเสื่อมของหลอดเลือดสมองจากอายุที่มากขึ้นร่วมกับโรคประจำตัว ที่สำคัญคือ โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน ภาวะแข็งตัวของเลือดบกพร่องรวมถึงการใช้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวบางชนิด แต่ในปัจจัยทั้งหลาย อายุที่มากขึ้นร่วมด้วยโรคความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน ยังคงเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้
อาการของโรคเลือดออกในสมอจะมีลักษณะสำคัญคือ เฉียบพลันและรุนแรง

อาการเฉียบพลันที่สังเกตได้ เช่น ปวดศีรษะรุนแรง เฉียบพลัน มักมีอาการร่วมคือ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หรือกระทั่งหมดสติ อ่อนแรง อัมพาต หรือปากเบี้ยวฉับพลัน ชาเฉียบพลัน พูดลำบากฉับพลัน ตามัวมองไม่เห็นเฉียบพลัน เสียการทรงตัว และบ้านหมุนวิงเวียนเฉียบพลัน
หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการข้างต้น ให้พบแพทย์ด่วน เพราะก้อนเลือดในสมองอาจทำให้แรงดันในโพรงกะโหลกศีรษะสูง เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ผู้ป่วยจะซึมลงจนหมดสติ หรือก้อนเลือดกดเบียดบริเวณสำคัญ เช่น ก้านสมอง ทำให้อาการทรุดลงรวดเร็ว

นอกจากนี้ ก้อนเลือดอาจทำลายเนื้อสมองที่สำคัญโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นได้ ดังนั้น การรักษาผู้ป่วยอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อนำก้อนเลือดออก หรือใช้ยาลดแรงดันในโพรงกะโหลกศีรษะ ลดสมองบวม ทั้งนี้ขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

โรคเลือดออกในสมอง ไม่มีวิธีรักษาใดจะดีกว่าการป้องกัน กล่าวคือ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ต้องระวังควบคุมรักษาโรคความดันโลหิตสูงให้เคร่งครัด ลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น หยุดสูบบุหรี่ โรคนี้นับเป็นภัยเงียบที่ก่อให้เกิดอันตราย การมีความรู้ความเข้าใจจึงมีความสำคัญ

Key: เลือดออกในสมอง

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/ask/detail/15497

Saturday, February 13, 2016

ช่วยชีวิตคนจมน้ำ


ถาม : ศิวพร/กรุงเทพฯ

หากต้องมีเหตุช่วยเหลือคนตกน้ำแบบกะทันหัน มีวิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างไรบ้าง

ตอบ : นพ.เข็มชาติ หวังทวีทรัพย์

สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตจากการจมน้ำหลักๆ คือ การขาดออกซิเจน ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย โอกาสที่จะช่วยเหลือผู้จมน้ำได้คือ ผู้จมน้ำจะต้องขาดออกซิเจนในเวลาไม่นาน ถ้าพบว่ายังตัวอุ่นอยู่ หรือคาดคะเนว่าตัวยังไม่เย็นมาก แสดงว่าจมน้ำไม่นาน คนกลุ่มนี้มีโอกาสดีที่จะสามารถช่วยชีวิตให้ฟื้นคืนชีพได้ ต้องรีบให้ออกซิเจนเป็นอันดับแรก และอย่าเสียเวลากับการพยายามเอาน้ำออกจากร่างของผู้จมน้ำ

เมื่อสามารถช่วยผู้จมน้ำขึ้นมาจากน้ำได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีคนไปตามระบบฉุกเฉิน เช่น รถพยาบาล หรือคนที่มีความรู้ความสามารถทางการแพทย์มาช่วย เพราะการช่วยบริเวณที่เกิดเหตุ ผู้จมน้ำอาจจะไม่รอด ต้องได้รับหรือต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ เพื่อทำให้ผู้จมน้ำมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้น

โดยหลักการแล้ว การช่วยเหลือเบื้องต้นคือ ปลุก ถ้าแน่ใจว่าผู้จมน้ำหมดสติ ไม่ตอบสนอง ไม่เคลื่อนไหว หรือไม่หายใจต้องเป่าปากทันที ถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มเป่าปากตั้งแต่อยู่ในน้ำ แล้วเมื่อขึ้นมาอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว ผู้ช่วยเหลือควรเป่าปากสลับกับการกดหน้าอกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะฟื้น หรือจนกว่าจะถึงมือแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ถ้าผู้ช่วยเหลือไม่สามารถเป่าปากได้ ก็ควรกดหน้าอกอย่างเดียว ซึ่งดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

วิธีเป่าปาก ผู้ช่วยเหลือต้องเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง ด้วยการเงยศีรษะ เชยคาง ประกบปาก แล้วเป่าช้าๆ จนเห็นทรวงอกขยับ ๒ ครั้งๆ ละ ๑ วินาที ถ้าเป็นไปได้ให้เป่าปากสลับเป็น ๓๐ ต่อ ๒ คือ กด ๓๐ เป่า ๒ ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมือแพทย์หรือทีมรักษาพยาบาล โดยทั่วไปเมื่อเป่าปากหรือกดหน้าอกไปสักพัก ผู้ช่วยเหลือจะเริ่มล้าหรือเหนื่อย ควรมีผู้ช่วยเหลือคนอื่นมาช่วยสลับหน้าที่ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้จมน้ำเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การป้องกันการจมน้ำที่ดีที่สุด คือ อย่าให้จมน้ำ 

ระวังกลุ่มเสี่ยงที่สุดคือ เด็กเล็กที่อายุไม่มาก เพราะเด็กจมน้ำในเวลาไม่นานก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ฉะนั้น ระวังอย่าให้เด็กคลาดสายตา และควรมีเครื่องป้องกันตัวเด็กกันจมน้ำ รวมไปถึงผู้ช่วยเหลือคนจมน้ำ ก็ให้ระวังความปลอดภัยของตัวเองในขณะที่ช่วยเหลือด้วย

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/ask/detail/15483

โรคขัอเสื่อม (Osteoarthritis)

โดย รศ.นพ.วัฒนชัย โรนจวณิชย์ 
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด
Faculty of Medicine Siriraj Hospital 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ถาม. ลักษณะอย่างไรถึงเรียกว่า โรคขัอเสื่อม
ตอบ. โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดกับข้อ เป็นในกลุ่มของผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุน้อยกว่านั้น ส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิง ที่มีรูปร่างอ้วน โดยจะมีลักษณะอาการปวด โดยเฉพาะเวลาเดิน แม้จะเดินในที่ราบ เดินไปสักครู่จะต้องพัก ผู้ป่วยบางรายเวลาลุกออกจากเก้าอี้ไม่สามารถลุกเดินได้ทันที จะต้องตั้งหลักสักครู่ถึงจะก้าวเดินได้ ในรายที่เป็นมากอาจไม่สามารถก้าวเดินได้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่สามารถนั่งยองๆได้ คุกเข่าได้

ถาม. ตำแหน่งที่มักพบบ่อยได้แก่ตำแหน่งใด
ตอบ. ความจริงโรคข้อเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้ตามข้อต่างๆในร่างกาย ที่พบบ่อยได้แก่ ข้อเข่า ข้อสะโพก บั้นเอว กระดูกคอ ก็จะพบความเสื่อมของข้อกกระดูกได้อย่างชัดเจน ที่พบน้อยมาก อาจจะเป็นข้อไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า ข้อนิ้วมื้อ ข้อนิ้วเท้า

ถาม. สาเหตุหรือว่าปัจจัยเสี่ยง
ตอบ. ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของอายุ เรื่องของกรรมพันธุ์ รูปร่างลักษณะร่างกาย รวมทั้งการใช้งาน เช่นอาชีพที่มีการเคลื่อนไหวข้อนั้นๆมากๆ ก็จะมีโอกาสทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้เช่นเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ ผู้ป่วยที่มีประวัติบาดเจ็บของข้อนั้นๆ หรือเคยผ่านการผ่าตัดของข้อนั้นๆมา ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งได้

ถาม. เราจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นเกิดจากสาเหตุของข้อเสื่อม
ตอบ. จริงๆสามารถจะทราบได้จากการซักประวัติของผู้ป่วยอย่างคร่าวๆได้ น่าจะคิดถึงจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆอย่างร่วมกัน แต่อย่างไรการตามการตรวจร่างกายจะสามารถทำในการวินิจฉัยแน่นอนชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การตรวจข้อ ข้อนั้นมีการเคลื่อนไหวที่เต็มพิสัยของข้อ แสดงว่า เป็นน้อย คนที่เป็นมากขึ้น เช่น ข้อเข่าจะไม่สามารถงอได้สุด หรือเหยียดไม่ได้สุด หรือมักพบเสียงที่ผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหว บางคนจะเรียกว่า ข้อฝืด ซึ่งความผิดปกติต่างๆเหล่านี้สามารถตรวจร่างกายได้ โดยเฉพาะการถ่ายภาพรังสี จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ถาม. วิธีการรักษาในปัจจุบัน มีกี่วิธี
ตอบ. การรักษาในปัจจุบัน วิธีที่นิยมและเริ่มต้นรักษาในปัจจุบัน เรียกว่า การรักษาอนุรักษ์นิยม คือ แพทย์จะอธิบายความเป็นมาที่ของโรคนี้ให้ผู้ป่วยเข้าใจ ให้ผู้ป่วยเข้าใจและสามารถดูแลปฏิบัติตนเองได้ในระดับหนึ่ง ในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีการดูแลแล้วยังมีอาการเจ็บปวด ก็จะต้องอาศัยยาเข้าไปช่วย เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ยาต้านอักเสบ มีการปรับเปลี่ยนรองเท้า หรือใช้เครื่องพยุงข้อเข่าซึ่งเป็นการรักษาเบื้องต้นที่คนไข้จะต้องร่วมมือกับแพทย์ที่ทำการรักษาด้วย

ถาม. ความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องมาพบแพทย์เมื่อเกิดอาการเริ่มต้น
ตอบ. การมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ จะเกิดประโยชน์มากกว่าในแง่ที่ว่า ถ้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงไม่มาก ก็สามารถดูแลรักษาด้วยตนเองได้ สำหรับในกลุ่มที่จำเป็นจะต้องทำการรักษาตามวิธีอย่างที่ได้เรียนมาข้างต้น นอกจากการรับประทานยาและการดูแลปฏิบัติตนเองแล้ว อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย อีกวิธีหนึ่งที่เป็นนวตกรรมในระยะเวลา 10- 20 ปี ที่ผ่านมาก็คือ การใช้กล้องส่องข้อเข้ามาร่วมในรักษา จะรักษาในกรณีที่ผู้มีลักษณะของขาที่โก่งไม่มาก มีอาการอักเสบบวมของข้อนั้นๆเป็นระยะเวลายาวนาน ในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีลักษณะที่โก่งมาก แต่อายุไม่มาก เช่น อายุ 50 ต้นๆ ก็สามารถจะทำการจัดแนวขาให้ตรง คล้ายกับคนปกติ ด้วยวิธีการผ่าตัดปรับแนวขา สำหรับขั้นตอนสุดท้าย ก็คือ การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อ ซึ่งหมายถึง การถากผิวกระดูกไม่เกิน 10 มิลลิเมตร คล้ายๆกับการรักษาทางทันตกรรมก็คือ การครอบฟัน ซึ่งการดูแลรักษาข้อเข่าเสื่อมจะใช้วัสดุซึ่งเป็นสารผสมสวมขึ้นไปทั้งด้านบนและล่าง และตรงกลางของข้อจะมีวัสดุพิเศษที่ใช้ในการเคลื่อนไหว

ถาม. การออกกำลัง การบริหาร ควรเลือกประเภทใดที่เหมาะสม
ตอบ. ในปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจในเรื่องการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีที่สุดก็คือ การเดินออกกำลังกายในพื้นราบ โดยมีระยะทาง 1-2 กิโลเมตร จะดีกับทุกเพศทุกวัยและไม่กระทบกระเทือนผิวข้อจนเกินไป ส่วนการวิ่งคงจะเหมาะสมกับคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุน้อย ก็สามารถปฏิบัติได้ ในกลุ่มผู้ป่วยที่สูงอายุ ควรเลือกการเดิน ก็จะเหมาะสมที่สุด ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน การรออกกำลังกายเหล่านี้ก็จะมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพละกำลังของกล้ามเนื้อต้นขาได้เป็นอย่างดี


ถาม. จะมีวิธีการป้องกันอย่างไร
ตอบ. ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีผลกระทบสำหรับข้อเข่า หมั่นบริหารข้อเข่าให้แข็งแรง คนที่ที่เคยมีประวัติเจ็บป่วยที่ข้อเข่า ควรจะปรึกษาแพทย์ และรับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้ข้อนั้นเสื่อมช้าลง คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเก๊าท์ ควรจะต้องติดตามและรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของข้อได้

Key: โรคขัอเสื่อม, Osteoarthritis

แหล่งข้อมูล
http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=159

Thursday, February 11, 2016

ถาม ตอบ ปัญหาสุขภาพ


    ผู้เขียนตั้งใจรวบรวมข้อมูล ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คำถามและคำตอบ รวมถึงต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านการรักษา ป้องกัน สุขภาพกาย และสุขภาพใจ ให้มีความแข็งแรง และมีกำลังใจที่ดีอยู่เสมอ เพื่อใช้สำหรับเป็นแนวทางให้ผู้อ่านทุกท่านได้ใช้ในการประกอบการตัดสินใจ หาวิธีจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นทางใจ ได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น ดังสุภาษิตที่ว่า อัตตาหิ อัตตโนนาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)  หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ