Showing posts with label รวมเรื่องยา-medicines. Show all posts
Showing posts with label รวมเรื่องยา-medicines. Show all posts

Monday, February 15, 2016

Most prescribed drug in the United States

(Image from: http://www.shoppillmart.biz/buy-synthroid-online.php)

The top 10 medications by number of monthly prescriptions in United States
(Data released  from April 2014 through March 2015):
1. Synthroid (levothyroxine), 21.5 million
2. Crestor (rosuvastatin), 21.4 million
3. Ventolin HFA (albuterol), 18.2 million
4. Nexium (esomeprazole), 15.2 million
5. Advair Diskus (fluticasone), 13.7 million
6. Lantus Solostar (insulin glargine), 10.9 million
7. Vyvanse (lisdexamfetamine), 10.4 million
8. Lyrica (pregabalin), 10.0 million
9. Spiriva Handihaler (tiotropium), 9.6 million
10. Januvia (sitagliptin), 9.1 million

Source:
http://www.webmd.com/news/20150508/most-prescribed-top-selling-drugs


Top 100 Prescriptions, Sales (100 Best-Selling)
Drug NameSales
Synthroid21,561,481
Crestor21,478,776
Ventolin HFA18,203,939
Nexium15,298,228
Advair Diskus13,776,325
Lantus Solostar10,939,840
Vyvanse10,413,999
Lyrica10,022,365
Spiriva Handihaler9,635,935
Januvia9,148,946
Lantus9,145,153
Abilify9,099,978
Symbicort8,265,594
Tamiflu8,025,275
Cialis7,472,719
Viagra7,104,074
Suboxone6,985,631
Zetia6,925,137
Xarelto6,739,752
Bystolic6,461,435
Celebrex6,449,730
Nasonex6,432,382
Namenda5,961,360
Flovent HFA5,736,650
Oxycontin5,347,532
Diovan5,224,025
Thyroid5,128,576
Voltaren Gel5,123,676
Nuvaring4,917,514
Afluria4,650,167
Dexilant4,620,902
Benicar4,483,555
Proventil HFA4,385,623
Humalog4,209,193
Novolog Flexpen4,179,914
Novolog3,968,615
Vesicare3,686,182
Premarin3,462,987
Benicar HCT3,352,383
Lo Loestrin Fe3,335,659
Lumigan3,298,208
Namenda XR3,157,234
Humalog Kwikpen3,043,015
Janumet3,027,293
Pataday2,905,818
Ortho-Tri-Cy Lo 282,900,301
Travatan Z2,861,717
Combivent Respimat2,846,891
Toprol-XL2,811,156
Pristiq2,769,837
Invokana2,711,901
Minastrin 24 Fe2,555,803
Strattera2,418,649
Seroquel XR2,390,205
Vytorin2,384,517
Focalin XR2,334,004
Dulera2,307,692
Levemir Flexpen2,283,328
Zostavax2,279,662
Avodart2,271,799
Pradaxa2,257,507
Chantix2,208,377
Eliquis2,179,340
Humira2,173,082
Levemir Flextouch2,164,191
Levemir2,100,856
Victoza 3-Pak2,078,630
Combigan1,909,750
Exelon1,825,705
Tradjenta1,744,708
Premarin Vaginal1,738,728
Enbrel1,691,819
Onglyza1,691,615
Ranexa1,661,050
Truvada1,651,083
Welchol1,644,996
Linzess1,639,652
Latuda1,635,230
Alphagan P1,483,322
Viibryd1,425,156
Effient1,406,934
Norvir1,376,523
Amitiza1,371,937
Azor1,338,802
Advair HFA1,310,993
Uloric1,293,249
Lotemax1,245,330
Myrbetriq1,230,040
Asmanex Twisthaler1,219,923
Epiduo1,212,887
Xopenex HFA1,204,025
Durezol1,189,206
Patanol1,181,134
Atripla1,147,295
Aggrenox1,144,739
Exforge1,134,532
Humulin R1,110,123
Carafate1,110,008
Novolog Flxpen Mix 70/301,069,219
Relpax1,035,265
Total426,157,198


Key: prescription, prescribed drug, best selling

Source:
http://www.medscape.com/viewarticle/844317#vp_1

Tuesday, February 9, 2016

ยารักษาโรคต้อหิน (Glaucoma)



ส่วนใหญ่จะเป็นยาหยอดตาโดยอาจใช้ร่วมกับยาเม็ดรับประทาน โดยยาหยอดตาเพื่อลดความดันในลูกตามีมากมายหลายกลุ่ม  แต่ผลที่ต้องการโดยรวมคือ ลดปริมาณของของเหลวในลูกตา หรือเพิ่มการไหลออกของของเหลวในลูกตา ในผู้ป่วยบางรายแพทย์จะสั่งยาพร้อมกันหลายรายการ ผู้ป่วยที่ได้รับยาควรทราบเกี่ยวกับผลจากการใช้ยา และอาการข้างเคียงที่จะได้รับ หากผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงที่เกิดจากยามาก ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาได้ทราบ เพื่อที่จะได้เลือกใช้ยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย      

กลุ่มของยาหยอดตารักษาโรคต้อหิน

แอลฟ่า อดริเนอจิก อโกนิส
ออกฤทธิ์ทั้งลดการสร้างของของเหลวในลูกตา และเพิ่มการไหลออกของของเหลว
ผลข้างเคียง    ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ ตามัว เมื่อยล้า ปากแห้ง ตาแดง
ตัวอย่างยา เช่น Brimonidine (Alphagan , Brimonidine)

เบต้า บล็อคเกอร์
ออกฤทธิ์โดยลดการสร้างของของเหลวในลูกตา และลดอัตราการไหลของของเหลวที่เข้าไปในลูกตา
ผลข้างเคียง  หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจโต ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึมเศร้า เสื่่อมสมรรถภาพทางเพศ เห็นภาพซ้อน มีปัญหาด้านการหายใจในผู้ป่วยหอบหืดและถุงลมโป่งพอง
ตัวอย่างยา เช่น Timolol (Timolol , Glauco-oph) Betataxol (Betoptic-s)

คาร์บอนิก แอนไฮเดรส อิฮิบิเตอร์
มีทั้งที่เป็นยาหยอดตา และยาเม็ดรับประทาน ออกฤทธิ์ลดการสร้างของเหลวในลูกตา
ผลข้างเคียง  ผื่นแดง ตาแดง ระคายเคืองตา มองเห็นภาพเบลอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นิ่วในไต   ท้องไส้ปั่นป่วน การรับรสเปลี่ยนไป น้ำหนักลด
ตัวอย่างยา เช่น Dorzolamide (Trusopt), Brizolamide (Azopt), ยาเม็ด Acetazolamide (Diamox)

ยาหดรูม่านตา
การหดรูม่านตาจะทำให้ช่วยเพิ่มการไหลออกของของเหลวในลูกตา
ผลข้างเคียง ตาแดง ปวดศีรษะ ตาเบลอ ฝ้า มีน้ำลายมาก เหงื่อออกมาก  คลื่นไส้ อาเจียน      ท้องเสีย ปอดบวมน้ำ หัวใจเต้นช้า
ตัวอย่างยา เช่น Pilocarpine (Isopto-Carpine)

พลอสตาแกรนดิน อนาล็อค
ลดความดันลูกตาโดย เพิ่มการไหลออกของของเหลวในลูกตา
ผลข้างเคียง ตาเบลอ ตาแดง ระคายเคืองตา ม่านตาเปลี่ยนสี (ส่วนใหญ่เกิดในคนที่มีตาสีน้ำตาลหรือสีเขียว) ขนตายาวและหนาขึ้น ปวดข้อ อาการเหมือนเป็นไข้
ตัวอย่างยา เช่น Latanoprost (Xalatan) , Bimatoprost (Lumigan) , Travoprost (Travatan)

ยาสูตรผสม
คือ ยาหยอดตาที่รวมยาไว้ในขวดเดียวกัน เพิ่อเพิ่มผลการลดความดันลูกตา เพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย  แต่อาการข้างเคียงก็เพิ่มขึ้นด้วย
ตัวอย่างยา เช่น Dorzolamide and Timolol (Cosopt) , Latanoprost and Timolol (Xalacom) , Brimonidine and Timolol (Combigan)


เขียนโดย กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) ที่ 23:47

กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง)
เลขที่ 52 หมู่ 2 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 73210 โทร (034) 321983-5 ต่อ 1127 ,1131 ,1128(คลังเวชภัณฑ์)

Key: ยารักษาโรคต้อหิน, Glaucoma

แหล่งข้อมูล
http://mettapharmacy.blogspot.com/2012/11/blog-post_24.html

ยาหยอดตา (Eye Drops)

       ยาหยอดตามีทั้งชนิดที่เป็นน้ำใสและเป็นน้ำแขวนตะกอน  การใช้ยาหยอดตาที่เป็นยาฆ่าเชื้อตามทฤษฎีแล้วต้องใช้ยาให้หมดตามที่แพทย์สั่ง  โดยเฉลี่ยยาหยอดตา  1  หยด  มีปริมาตร  50  ไมโครลิตร  (ทั้งนี้ขึ้นกับความหนืดและขนาดของหลอดยาด้วย)

วิธีการใช้

-  ล้างมือให้สะอาด

-  เปิดเกลียวจุกของขวดยาไว้  แต่ยังไม่ต้องเอาหลอดหยดออกจากขวด

-  นอนหรือเงยหน้าขึ้น

-  ให้ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับหลอดหยดและดูดยาให้เข้าไปในหลอด  (เฉพาะยาที่มีหลอดหยดซึ่งเอาออกจากตัวขวดได้)

-  ค่อยๆใช้มือข้างหนึ่งดึงหนังตาลงมาให้เป็นกระพุ้ง  และเหลือบตาขึ้นข้างบน

-  หยอดยาตามจำนวนที่แพทย์สั่งลงในด้านในของเปลือกตาล่าง

            ระวัง !  อย่าให้ปลายหลอดหยดถูกตา  มือ  หรือสิ่งใดๆ

-  ปล่อยมือจากการดึงหนังตา  และอย่ากระพริบตาสักครู่ (อย่างน้อย 30 วินาที)

-  เอาหลอดหยดใส่ขวดและปิดฝาให้สนิท

-  ถ้าต้องการใช้ยาหยอดตา  2  ชนิดขึ้นไป  ควรเว้นระยะห่างในการหยอดยาแต่ละชนิดประมาณ  5-10  นาที  จึงหยอดยาชนิดต่อไป  ถ้ายาอีกชนิดเป็นยาขี้ผึ้งป้ายตา  ให้หยอดยาก่อนและรอประมาณ  10  นาที  จึงใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตา

ข้อแนะนำอื่นๆ

-  ห้ามใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น  เพราะอาจทำให้ติดโรคได้

-  อาจทำให้ตาพร่า  แสบตา  หรือเคืองตาหลังจากหยอดตาได้  ดังนั้นไม่ควรขับรถหรือต้องทำงานที่เสี่ยงต่ออันตราย  จนกว่าตาจะมองเห็นได้ชัดเจนตามปกติ

-  ห้ามล้างหลอดหยด

-  ถ้าลืมหยอดตา ให้หยอดตาทันที่นึกขึ้นได้  แต่ถ้าจวนจะถึงเวลาที่จะหยอดตาครั้งต่อไปให้รอหยอดตาครั้งต่อไปได้เลย

-  ถ้ายาหยอดตาเป็นชนิดยาน้ำแขวนตะกอน  จะต้องเขย่าขวดก่อนใช้

-  ยาหยอดตาขวดที่เปิดใช้แล้ว  ห้ามใช้เกิน  1  เดือน  ถ้ามียาเหลือควรทิ้งไป

-  ยาหยอดตาบางชนิดควรเก็บในตู้เย็น  ฉะนั้นต้องอ่านฉลากให้เข้าใจ

-  ยาหยอดตาบางชนิด  จะทำให้รู้สึกขมได้  เพราะตาและปากมีทางติดต่อถึงกันได้  อาจกดหัวตาเบา ๆ

-  ผู้ใช้เลนซ์สัมผัส ควรถอดออกก่อนหยอดตา


เขียนโดย กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) ที่ 14:33

กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง)
เลขที่ 52 หมู่ 2 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม 73210 โทร (034) 321983-5 ต่อ 1127 ,1131 ,1128(คลังเวชภัณฑ์)

Key: ยาหยอดตา, Eye Drops

แหล่งข้อมูล
http://mettapharmacy.blogspot.com/2012/11/blog-post_26.html

ยาลดกรด (Antacid)





สรรพคุณ: ใช้แก้โรคกระเพาะ, แก้อาการปวดแสบท้องเวลาหิวจัดหรืออิ่มจัด, แก้ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, เรอเหม็นเปรี้ยว.
วิธีใช้: เขย่าขวดก่อนใช้. กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง วันละ 3-4 ครั้ง หรือกินเมื่อมีอาการ และซ้ำได้ทุก 2-4 ชั่วโมง.
ขนาดใช้: ผู้ใหญ่ กินครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ. เด็กอายุ 7-12 ปี กินครั้งละครึ่งช้อนโต๊ะ. 4-7 ปี กินครั้งละ 1-2 ช้อนชา.
คำเตือน: ยานี้อาจทำให้ท้องเดิน (ถ้ามีส่วนประกอบของแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์มาก) หรือท้องผูกได้ (ถ้ามีส่วนประกอบของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์มาก).

ยาลดกรดชนิดเม็ด ราคาเม็ดละ 50 สต.-1.50 บาท
วิธีใช้: เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน และดื่มน้ำตามมากๆ. กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง วันละ 3-4 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการและซ้ำได้ทุก 2-4 ชั่วโมง.
ขนาดใช้: ผู้ใหญ่ กินครั้งละ 1-2 เม็ด. เด็กอายุ 4-7 ปี กินครั้งละ 1 เม็ด.
คำเตือน: เช่นเดียวกับยาลดกรดชนิดน้ำ.

Key: ยาลดกรด (Antacid)

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/doctorme/medicine/12534

ยาแก้อาเจียน แก้เมารถ เมาเรือ วิงเวียน (Dimenhydrinate)

ยาแก้อาเจียน แก้เมารถ เมาเรือ วิงเวียน




ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ขนาด 50 มก. ราคาเม็ดละ 50 สต.-1 บาท.

สรรพคุณ: ใช้แก้คลื่นไส้, อาเจียน, เมารถ, เมาเรือ, วิงเวียน.

วิธีใช้: กินเมื่อมีอาการ และซ้ำได้ทุก 6-8 ชั่วโมง. ถ้ากินเพื่อป้องกันการเมารถ, เมาเรือ ให้กินก่อนเดินทางครึ่งชั่วโมง.

ขนาดใช้: ผู้ใหญ่ กินครั้งละ 1 เม็ด. เด็กอายุ 6-12 ปี กินครั้งละครึ่งเม็ด.

คำเตือน: กินแล้วถ้าง่วงนอน มึนงง ห้ามขับรถ ขับเรือ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือของมีคม เพราะอาจเกิดอันตรายได้. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และไม่ควรใช้ในแม่ระยะให้นมบุตร.


แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/doctorme/medicine/12530

การใช้ยาสมุนไพร

เมื่อมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย คงหนีไม่พ้นการรับประทานยา ซึ่งการรับประทานยาเป็นเรื่องที่ยากสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ที่บ้านเรานั้นการรับประทานยาแผนปัจจุบันดูจะเป็นอะไรที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเลยทีเดียว แม้กระทั่งคนสมัยใหม่ก็มีความเชื่อว่ายาแผนปัจจุบันทำให้เกิดอาการข้างเคียงมากมาย การหันมารับประทานสมุนไพรจึงเป็นที่นิยมมากขึ้น หลายท่านจึงอาจจะสงสัยว่าการรับประทานสมุนไพรอย่างไรจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุด


        สมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีหลายสรรพคุณในต้นเดียวกันอีกด้วย เพราะว่าในต้นไม้แต่ละต้นนั้นจะมีตัวยาสำคัญที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นเจ้าตัวยาสำคัญยังมีหลายชนิดในหนึ่งต้น และยังกระจายตัวอยู่ในแต่ละส่วนของต้นไม่เท่ากันอีกด้วย เพราะฉะนั้นการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องเราควรปฏิบัติ ดังนี้


   1. เลือกใช้สมุนไพรให้ถูกต้นตามสรรพคุณ เชื่อหรือไม่ว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งมีชื่อเรียกมากมายหลายชื่อ ต่างถิ่นก็เรียกแตกต่างกัน หรือ ชื่อเดียวกันแต่คนละพื้นที่ก็กลายเป็นคนละต้นกัน เพราะฉะนั้นจะเลือกใช้สมุนไพรให้ถูกโรคสิ่งแรกก็ต้องได้สมุนไพรที่ถูกต้นมาก่อน
   2. เลือกใช้ให้ถูกส่วน อย่างที่บอกไปแล้วว่าตัวยาสำคัญในต้นไม้ถูกสร้างและเก็บไว้ในแต่ละส่วนของต้นไม้ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นต้นไม้ต้นเดียวกันในส่วนของ ใบ ดอก ราก หัว เหง้า จะมีตัวยาสำคัญไม่เท่ากันหรือมีตัวยาสำคัญที่แตกต่างกัน ดังนั้นสรรพคุณทางยาและผลการรักษาก็แตกต่างหรือไม่เท่ากัน ในบางครั้งอาจได้สรรพที่ตรงกันข้ามกันอีกต่างหาก
   3. เลือกใช้ให้ถูกเวลา นอกจากจะใช้ถูกต้น ถูกส่วนแล้ว ต้องถูกเวลาด้วย คำว่าถูกเวลาขอยกตัวอย่างเช่น ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรที่ใครๆก็รู้จัก มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่ที่เราพบกันจะเป็นแคปซูลใบฟ้าทะลายโจร ใบที่นำมาเป็นยานั้นจริงๆแล้วควรเป็นใบอ่อนหรือใบแก่ จากการศึกษาพบว่า ใบฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญทางยาโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้นยังไม่ออกดอก หากออกดอกแล้ว ตัวยาจะวิ่งไปเก็บที่ดอกหมด การรับประทานใบฟ้าทะลายโจรในช่วงนั้นจึงให้ผลการรักษาไม่ดี
   4. เลือกใช้อย่างถูกขนาด ข้อนี้ไม่เข้าใจไม่ยาก เหมือนยาแผนปัจจุบันถ้าใช้มากเกินไปก็เป็นอันตรายแน่นอน หากใน้อยเกินก็ไม่เห็นผล
   5. เลือกใช้อย่างถูกวิธี สมุนไพรบางอย่างต้องต้ม บางอย่างต้องดองเหล้า บางตำรับต้องใช้ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น บางอย่างใช้ได้แค่ภายนอก หรือเฉพาะที่เท่านั้น
   6. เลือกใช้ให้ถูกโรค นอกจากจะถูกโรคแล้วยังต้องไม่ทำให้โรคประจำตัวที่มีอยู่แย่ลงด้วย หรือทำให้ยาที่ใช้อยู่เป็นประจำทำงานได้ไม่เหมือนเดิม หรือที่เรียกว่า ยาตีกันนั่นเอง


        การใช้สมุนไพรอย่างถูกวิธีเท่าที่เล่ามาอาจจะดูเป็นเรื่องยากและจุกจิกมากทีเดียว อย่างไรก็อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจไม่อยากใช้ยาสมุนไพรกันนะคะ เพราะถ้าเราใช้สมุนไพรอย่างถูกวิธี ประสิทธิภาพในการรักษาโรคก็จะดี สุขภาพเราก็จะดีตามไปด้วย

เอกสารอ้างอิง
1. สมภพ ประธานธุรารักษ์, พร้อมจิต ศรลัมม์. สมุนไพร: การพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์
ที่ยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร: โครงการเผยแพร่ข้อมูลและตรวจสอบมาตรฐานสมุนไพร มหาวิทยาลัย
มหิดล. 2547: 88 – 91.
2. http://www.medplant.mahidol.ac.th/document/correct.asp


เรียบเรียงโดย ภญ.ภัทราวดี จิระอนันต์กุล

Key: การใช้ยาสมุนไพร, herb, herbal

แหล่งข้อมูล:
http://www.yaandyou.net/content-view.php?conid=537

Friday, April 17, 2015

กินยาแล้วง่วง..อย่าห่วงขับรถ

ยาบางชนิดทั้งที่ได้รับจากแพทย์หรือหาซื้อรับประทานเองตามร้านขายยาเพื่อรักษาโรคหรืออาการที่เป็นอยู่ ยาหลายชนิดมักมีผลทำให้สูญเสียความสามารถในการขับขี่ คุณอาจไม่รู้สึกตัวว่ายาอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการขับขี่จนกว่าคุณจะอยู่ในสภาวะที่ต้องตอบสนองอย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นเสมอไปว่ายาเหล่านี้จะมีผลต่อการขับขี่ของคุณ


ภาพประกอบจาก
http://www.ehow.com

โรคหรืออาการที่อาจจะได้รับยาที่มีผลต่อความสามารถในการขับขี่ ได้แก่
·         นอนไม่หลับ เครียด ซึมเศร้า
·         โรคทางระบบประสาท
·         ภูมิแพ้ ไข้หวัด อาการไอ
·         อาการปวด
·         ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ
·         เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

ยาที่มีการใช้บ่อย ได้แก่ chlorpheniramine, diphenhydramine, dimenhydrinate, ibuprofen, naproxen, tramadol, codeine, amitriptyline, flunarizine, cinnarizine, tolperisone, ?orphenadrine ฯลฯ โดยยาเหล่านี้อาจทำให้
·         ง่วงนอน อ่อนเพลีย อ่อนล้า
·         การมองเห็นเปลี่ยนไป ไม่สามารถปรับระยะสายตาได้ มองภาพเบลอ
·         วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด
·         เคลื่อนไหวช้าลง
·         คลื่นไส้
·         หงุดหงิด ฉุนเฉียว อารมณ์เสียง่าย
·         กระสับกระส่าย เสียสมาธิ

หากต้องขับรถแล้วจะรับประทานยาเหล่านี้ได้หรือไม่
ถ้าหากคุณเคยรับประทานยาเหล่านี้มาแล้วและไม่เกิดอาการข้างเคียงใด ๆ ก็สามารถขับขี่รถได้ตามปกติ ในบางรายหากเกิดอาการข้างเคียง แพทย์จะเป็นผู้ลดผลกระทบจากยาที่มีต่อการขับขี่รถของคุณ โดยที่แพทย์อาจจะ
·         ปรับขนาดยา
·         ปรับเวลาในการรับประทานยา เช่น อาจรับประทานยาหลังจากขับรถถึงที่หมายแล้ว หรือให้รับประทานก่อนนอน
·         แนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ออกกำลังกาย หรือ รับประทานอาหาร เพื่อทดแทนการใช้ยา
·         และสุดท้าย แพทย์อาจเปลี่ยนยาเป็นตัวยาที่มีผลทำให้ง่วงนอนน้อยกว่า

การปฏิบัติตัวเมื่อรับประทานยาเหล่านี้
·         หากได้ยาใหม่ ควรสังเกตอาการข้างเคียงในช่วงแรก แม้ว่ายาจะมีแนวโน้มทำให้ง่วงแต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคน
·         แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง หากคุณรับประทานยา ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริม เพราะยาบางอย่างอาจเสริมฤทธิ์ในการเกิดผลข้างเคียง
·         ไม่ควรรับประทานยาร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ ไวน์ บรั่นดี เหล้า
·         หากมีอาการง่วงให้หยุดขับรถชั่วคราว การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ร่างกายมักจะปรับตัวได้ อาการง่วงอาจลดลงหรือหายไปในที่สุด
·         ห้ามหยุดยาเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง ยาบางอย่างหากหยุดรับประทานอาจมีผล คาดเข็มขัดนิรภัยหรือสวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง

ทางเลือก หากเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับประทานยา
·         หาเพื่อนร่วมทาง อาจเป็นญาติหรือเพื่อนสักคน แนะนำว่าควรเป็นผู้ที่ขับขี่รถเป็นด้วย
·         โบกแท็กซี่
·         นั่งรถตู้ รถประจำทาง รถไฟฟ้า
·         หากที่ทำงานไม่ไกลมากนักหรือรู้สึกง่วงแล้วหละก็ จอดรถทิ้งไว้แล้วเดินออกกำลังสักนิดก็คงพอทำให้สดชื่น หายง่วงขึ้นมาบ้าง

หากสงสัยว่ายาที่ท่านได้มานั้นมีโอกาสทำให้ง่วงหรือไม่ สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ที่ www.yaandyou.net

ผู้เรียบเรียง ภก. ปรัชญา เจตินัย
นักวิชาการ มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบยา

Key: ง่วง, ง่วงนอน, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้

ทำไมต้องกินยาปฏิชีวนะจนหมด หรือ ครบตามที่แพทย์สั่ง

ยาปฏิชีวนะ หรือที่มักเรียกกันว่ายาแก้อักเสบ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่คนไข้มักจะได้รับ และทุกครั้งจะต้องได้รับคำแนะนำว่า "ให้รับประทานยาติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด" แต่ทำไมเราต้องกินยาปฏิชีวนะให้หมดด้วย และหากกินไม่หมดจะเกิดอะไรขึ้น

ภาพประกอบจาก
http://articles.mercola.com/sites/articles/archive/2010/06/10/overuse-of-antibiotics-spurs-vicious-cycle.aspx


          โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่เรารับประทานยาปฏิชีวนะไป 2-3 วัน อาการป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรับประทานยาติดต่อกันจนหมด ใช้ยาตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และห้ามหยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะหากหยุดยาเองก่อนครบกำหนดเมื่ออาการป่วยดีขึ้นแล้ว จะทำให้เชื้อโรคถูกทำลายไม่หมด และจะเติบโตขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อท่านหยุดยา ซึ่งในระยะหลังนี้เชื้อจะต่อสู้กับยาได้ดีขึ้นและทำให้โรคไม่หาย หรือทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะครั้งถัดๆไปไม่ได้ผล ซึ่งเรียกว่า เชื้อดื้อยา ดังนั้นจึงสำคัญมากในการปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับอย่างเคร่งครัดนะคะ

Key: ยาปฏิชีวนะ, Antibiotic

ยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหาร

ยานี้กินก่อนอาหาร ยานี้กินหลังอาหาร เยอะแยะไปหมด แต่กินยาก่อนหรือหลังอาหารนี่สำคัญยังไง คุณทราบหรือไม่คะ เวลาที่เรารับประทานยาเข้าไป ยาจะผ่านปากเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และดูดซึมบริเวณผนังของทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปออกฤทธิ์ในบริเวณที่เจ็บป่วย ยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการดูดซึมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการกินยาก่อนหรือหลังอาหารจะมีผลต่อการดูดซึมของยา และยังมีผลต่ออาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาอีกด้วย

ภาพประกอบจาก
http://cardiologyaltoona.com/zzzzzzs/

ทำไมต้องกินยาก่อนอาหาร...
          ยาส่วนใหญ่ที่ให้ก่อนอาหารจะเป็นยาที่ถูกดูดซึมได้ดีในช่วงท้องว่างซึ่งจะเป็นช่วงก่อนที่เราจะรับประทานอาหาร หรือ ตัวยาเองมีฤทธิ์รักษาอาการที่จะเกิดเมื่อรับประทานอาหาร เช่น ยาต้านอาเจียน ยาเหล่านี้ให้ทานก่อนรับประทานอาหาร 15-30 นาที ยาบางกลุ่ม เช่น ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนนิซิลลิน แอมพิซิลิน จะถูกกรดในกระเพาะอาหารทำลายได้ ดังนั้นจึงควรทานยาเหล่านี้ก่อนรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง

ทำไมต้องกินยาหลังอาหาร...
          โดยทั่วๆไป ยาที่ให้กินหลังอาหาร จะหมายถึงทานหลังรับประทานอาหาร 15 นาที แต่มียาบางชนิดที่อาจมีอาการข้างเคียง คือ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและปวดท้องได้ เช่น ยาแอสไพริน, ยาแก้ปวดบางชนิด, ยาสเตียรอยด์ ยาเหล่านี้ให้ทานหลังจากรับประทานอาหารทันที และดื่มน้ำตามมาก ๆ
          ดังนั้นแล้วเมื่อท่านได้รับยาให้รับประทานยาตามที่เขียนบนฉลากอย่างเคร่งครัด โดยมีวิธีปฏิบัติง่ายๆดังนี้
1.    กินก่อนอาหาร คือ รับประทานขณะท้องว่าง ก่อนรับประทานอาหาร ครึ่งชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมง
2.    กินหลังอาหาร คือ รับประทานหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ 15 - 30 นาที
3.    กินหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร คือ รับประทานยาทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หรือ จะรับประทานยาระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารก็ได้
4.    กินก่อนนอน คือ รับประทานก่อนเวลาเข้านอนตอนกลางคืน 15 - 30 นาที
5.    กินเมื่อมีอาการ คือ รับประทานเมื่อมีอาการของโรค หากไม่มีอาการก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา

Key: ก่อนอาหาร, หลังอาหาร, ยาก่อนอาหาร, ยาหลังอาหาร

เลือกอาหารเสริมอย่างไร (How to choose dietary supplements)

เลือกอาหารเสริมอย่างไร (How to choose dietary supplements)
ปัจจุบัน ประชาชนนิยมบริโภคอาหารเสริมหรือการเสริมอาหาร (Dietary supplements) มากขึ้น เช่น วิตามิน โปรตีน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสสระ สมุนไพร พืช ผลผลิตจากสัตว์ สาหร่าย และ/หรือเห็ด โดยเฉพาะที่เป็นผลิตผลทางธรรมชาติ โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น หรือรักษาโรค หรืออาการบางชนิดได้ ทั้งนี้ในการจะเลือกบริโภคอาหารเสริมควรต้องตระหนักไว้เสมอว่า อาหารเสริมทุกชนิดเป็นสารเคมีซึ่งอาจเป็นจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหรือจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมดังนั้นการบริโภคที่ไม่เหมาะสมจึงก่อผลข้างเคียงได้เสมอ


ภาพประกอบจาก
http://www.arjunanatural.com/dietary_supplementLiveLong.html

ผลข้างเคียงจากการบริโภคอาหารเสริมที่ไม่เหมาะสมกับวัย หรือสุขภาพร่างกาย หรือมาก เกินไป คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง วิงเวียน และเสียเงินโดยไม่ควร เพราะอาหารเสริมแต่ละชนิดราคาค่อนข้างสูง แต่ที่สำคัญคืออาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไตที่มีหน้าที่กำจัดสารเคมีที่เป็นของเสียหรือที่มากเกินควรออกจากร่างกาย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ได้ให้คำแนะนำในการ เลือกใช้อาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พอสรุปได้ดังนี้
·         ควรเป็นอาหารเสริมที่ผ่านการรับรองจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง (ในประเทศไทยคือ องค์การอาหารและยาของไทย/อย.) ว่าเป็นอาหารเสริมหรือไม่ (ดูบนฉลากที่บรรจุผลิตภัณฑ์)
·         ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนบริโภคที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้
·         ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงอาหารเสริมชนิดนั้นๆก่อนบริโภค แต่ถ้ามีโรคประจำตัว และต้องใช้ยารักษาโรคต่างๆรักษาอยู่ ควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อนบริโภคเสมอ
·         รู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆประกอบด้วยอะไรบ้าง ปริมาณเท่าไร มีประโยชน์โทษอย่างไร มีผลข้าง เคียงอะไรบ้าง ยิ่งมีตัวยา/สารต่างๆมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดโทษ/ผลข้างเคียง และมีปฏิกิริยาต่อ ยารักษาโรคต่างๆที่กำลังกินอยู่ได้สูงขึ้น ถ้าไม่ทราบตัวยา (ส่วนประกอบในอาหารเสริม) ไม่ควรบริโภค
·         บริษัทผู้ผลิตและกรรมวิธีที่ผลิตเชื่อถือได้หรือไม่ มีมาตรฐานในการผลิตหรือไม่ โดยเฉพาะ เมื่อมีชิ้นส่วนของสัตว์เป็นส่วนประกอบ เช่น เลือด เพราะเป็นบ่อเกิดของการติดเชื้อโรคสูง ซึ่งถ้าเชื่อถือไม่ได้หรือไม่ทราบข้อมูล ไม่ควรบริโภค
·         ผลิตภัณฑ์มีฉลากกำกับถูกต้องหรือไม่ ฉลากระบุตัวยา/ส่วนประกอบ และปริมาณชัดเจนหรือไม่ มีการระบุชื่อที่อยู่ของผู้ผลิตที่ติดต่อได้หรือไม่ รวมทั้งวันหมดอายุ ซึ่งถ้าไม่มี ไม่ทราบ ไม่ควรบริโภค
·         อาหารเสริมนั้นๆมีสรรพคุณที่เกินจริงหรือไม่ หรือเป็นตำหรับที่เป็นความลับ หรือความมหัศจรรย์หรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ ไม่ควรบริโภค
·         ไม่ควรใช้อาหารเสริมหลายชนิดร่วมกัน เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะทุกอย่างเป็นสาร เคมีหมด ถึงแม้จะเป็นพืชหรือสาร/อาหารออร์กานิค (Organic food) ก็ตาม
·         สังเกตอาการก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์เสมอ เมื่อผิดปกติ ควรต้องหยุดใช้ทันที
·         ไม่ควรบริโภคเมื่อจะต้องผ่าตัด ถอนฟัน อย่างน้อย 2 - 4 สัปดาห์ เพราะอาจมีผลกระทบทำให้เลือดหยุดช้าหรือแผลหายช้า ควรปรึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ก่อนเสมอ และแจ้งให้แพทย์ทราบเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์อยู่
·         ไม่ควรบริโภคเมื่อเป็นโรคมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์โรคมะเร็งก่อนเสมอ
·   ไม่ควรบริโภคในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เพราะอาจส่งผลถึงทารกได้ ควรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
·         ไม่ควรใช้ในเด็กและในวัยรุ่น เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง เพราะตับและไตที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียยังเจริญเติบโตทำงานได้ไม่เต็มที่
·         ไม่ควรบริโภคในปริมาณสูงและต่อเนื่อง
·         ไม่ใช้เมื่อผลิตภัณฑ์รักษาโรค/อาการได้ครอบจักรวาล เพราะเป็นไปไม่ได้
·      เมื่อผลิตจากพืช คุณสมบัติของพืชมักแตกต่างกันตามส่วนต่างๆ เช่น ดอก ผล ใบ ราก ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมาจากทุกส่วน (ทั้งต้น) ให้ระมัดระวัง เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อต้องการกินอาหารเสริม ควรถามตนเองว่าทำไมจึงจะกินอาหารเสริม ถ้าคำตอบคือ กินอาหารได้ไม่ครบถ้วนในสารอาหาร กลัวขาดสารอาหาร ก็ควรแก้ไขที่สาเหตุคือ กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบในทุกๆวัน เพิ่มผักและผลไม้ให้มากๆ
ถ้าคำตอบคือ ร่างกายอ่อนเพลีย ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายพอควรกับสุขภาพ กินอาหารมีประโยชน์ดังกล่าว และควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ เมื่อกังวลหรือกลัวว่าตนเองจะมีโรคภัยไข้เจ็บ
ถ้าคำตอบคือกินอาหารเสริมเพราะเชื่อว่ารักษาโรคต่างๆได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อกินเองเสมอ เพราะอาหารเสริมอาจมีผลต่อยารักษาโรคที่กำลังกินอยู่ได้

Key: อาหารเสริม, dietary supplements