ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ หรือ Sepsis คือ ภาวะที่ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาตอบ สนองต่อการติดเชื้อ หรือต่อพิษของเชื้อโรค โดยทำให้เกิดการอักเสบขึ้นทั่วทั้งร่าง กาย ซึ่งการติดเชื้อนี้ อาจเกิดขึ้นที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นการติดเชื้อทั่วร่างกายก็ได้
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (โลหิต) หรือ Septicemia คือ การที่ตรวจพบว่ามีเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด และทำให้เกิดภาวะ Sepsis ขึ้นมา ดังนั้นทั้งสองภาวะจึงเป็นภาวะเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน และมักใช้ในความหมายเดียวกัน
คำว่า Sepsis มาจากภาษากรีกโบราณ แปลว่า เน่าเปื่อย พุพัง โดย Sir William Osler แพทย์ชาวแคนาดา เป็นคนแรกที่ค้นพบว่า บางครั้งสาเหตุการเสีย ชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ไม่ได้เป็นผลมาจากเชื้อโรคโดยตรง แต่มาจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มีต่อเชื้อโรคนั่นเอง ในปี พ.ศ. 2457 Schottmueller แพทย์ชาวเยอรมันได้ให้นิยามคำว่า Septicemia คือการที่เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่กระ แสเลือด และทำให้เกิดอาการต่างๆ หลังจากนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มเติมคำศัพท์ และความหมายโดยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด และด้านการ แพทย์ในภาวะวิกฤติ ชื่อ American College of Chest Physicians และ Society of Critical Care Medicine ให้เป็นดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นและที่จะกล่าวต่อไป
ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด พบได้ในคนทุกเชื้อชาติ แต่มักเกิดในผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่มีโรคประจำตัวมากกว่าวัยอื่น และพบว่าผู้ ชายมีโอกาสเกิดมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
ปัจจุบัน พบการเกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีมากขึ้น รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวก็มีอายุยืนยาวขึ้นจากการรักษาโรคประจำตัวเหล่านี้มีประสิทธิภาพดีกว่าสมัยก่อน นอกจากนี้ ในปัจจุบัน การรักษาผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลก็ซับซ้อนยุ่งยาก มีการใส่เครื่อง มือ และสายสวนต่างๆเข้าร่างกาย และมีการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ซึ่งต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะติดเชื้อด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดในผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในโรง พยาบาลนั่นเอง
แหล่งข้อมูล
http://haamor.com/th/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
ถาม : ปรางทิพย์/กาญจนบุรี
พ่อดิฉันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วติดเชื้อในกระแสเลือด คุณหมอได้ให้ยาฆ่าเชื้อจนอาการเป็นปกติ จึงอยากทราบรายละเอียดของการติดเชื้อในกระแสเลือดค่ะ
ตอบ : นพ.อมร ลีลารัศมี
การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงมาก และตายอย่างรวดเร็วถ้าหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เพราะเลือดคือองค์ประกอบหลักของร่างกายไหลไปอวัยวะทุกส่วน หากมีความรุนแรงของเชื้อมากอาจทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย การติดเชื้อทุกส่วนของร่างกายสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปอด ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือผิวหนัง ซึ่งภาวะนี้จำเป็นต้องให้การรักษาอย่างทันที เพราะถ้ามีอาการรุนแรงอาจทำให้ต้องเสียชีวิตได้
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยสูงอายุ เพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อม และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ หรือผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น
นอกจากปัจจัยของผู้ป่วยแล้ว ปัจจัยของเชื้อก่อโรคที่เป็นสาเหตุก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เช่น ถ้าเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงหรือเป็นเชื้อดื้อยาหลายชนิด ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน
ผู้ป่วยจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการของการติดเชื้อของอวัยวะที่เป็นสาเหตุ มีไข้ หายใจเหนื่อย อาจซึมหรือหมดสติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำหรือภาวะช็อก การทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ปอด หัวใจล้มเหลวได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิต
ส่วนการรักษา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่สงสัย การให้สารน้ำให้เพียงพอ ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยมาก อาจจำเป็นต้องใส่ท่อหลอดลมช่วยการหายใจ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการ ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดต่ำเนื่องจากอาการติดเชื้อ หรือไม้ไข้สูงอาจต้องนอนโรงพยาบาลนานหลายวัน
Key: ติดเชื้อในกระแสเลือด, Sepsis, Septicemia
แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/ask/detail/14576
Showing posts with label รวมเรื่องโรค-diseases. Show all posts
Showing posts with label รวมเรื่องโรค-diseases. Show all posts
Wednesday, February 17, 2016
Saturday, February 13, 2016
The world's 10 leading causes of death
1: Ischaemic heart disease
Global deaths: 7 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=11
2: Stroke
Global deaths: 6.2 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=10
3: Lower respiratory infection
Global deaths: 3.2 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=9
4: Chronic obstructive pulmonary disease
Global deaths: 3 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=8
5: Diarrhoeal diseases
Global deaths: 1.9 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=7
6: HIV/AIDS
Global deaths: 1.6 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=6
7: Respiratory cancers
Global deaths: 1.5 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=5
8: Diabetes mellitus
Global deaths: 1.4 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=4
9: Road injury
Global deaths: 1.3 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=3
10: Prematurity
Global deaths: 1.2 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=2
Zika and Pregnancy
The best way to prevent Zika is to prevent mosquito bites.
- Wear long-sleeved shirts and long pants.
- Stay in places with air conditioning or that use window and door screens to keep mosquitoes outside.
- Use Environmental Protection Agency (EPA)-registered insect repellents (bug spray). Always follow the instructions on the label and reapply every few hours.
- Eliminate mosquito breeding sites, like containers with standing water.
Source:
http://www.cdc.gov/zika/pdfs/preg_areaswithzika.pdf
Source:
http://www.cdc.gov/zika/pdfs/zikapregnancyinfographic.pdf
Key: Pregnant and living in an area with Zika? ,
Zika Pregnant? Read this before you travel
Number of deaths for leading causes of death
United States 2013
- Heart disease: 611,105
- Cancer: 584,881
- Chronic lower respiratory diseases: 149,205
- Accidents (unintentional injuries): 130,557
- Stroke (cerebrovascular diseases): 128,978
- Alzheimer's disease: 84,767
- Diabetes: 75,578
- Influenza and Pneumonia: 56,979
- Nephritis, nephrotic syndrome, and nephrosis: 47,112
- Intentional self-harm (suicide): 41,149
Source:
http://www.cdc.gov/nchs/fastats/leading-causes-of-death.htm#
http://www.cdc.gov/nchs/data/nvsr/nvsr64/nvsr64_02.pdf
- Heart disease: 611,105
- Cancer: 584,881
- Chronic lower respiratory diseases: 149,205
- Accidents (unintentional injuries): 130,557
- Stroke (cerebrovascular diseases): 128,978
- Alzheimer's disease: 84,767
- Diabetes: 75,578
- Influenza and Pneumonia: 56,979
- Nephritis, nephrotic syndrome, and nephrosis: 47,112
- Intentional self-harm (suicide): 41,149
Source:
http://www.cdc.gov/nchs/fastats/leading-causes-of-death.htm#
http://www.cdc.gov/nchs/data/nvsr/nvsr64/nvsr64_02.pdf
Tuesday, February 9, 2016
บ้านหมุน (เห็นบ้านหรือสิ่งรอบตัวหมุน)
Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV)
เป็นอาการเวียนศีรษะที่มีความรู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมหมุนรอบตัวเอง โดยเกิดเมื่อหันศีรษะไปในทิศทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มักจะมี อาเจียน ยืนทรงตัวไม่ได้ เมื่อมีการเปลี่ยนท่าหรือหันหน้า หรือลุกจากเตียง สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบ ผู้เกิดอาการนี้หากอายุน้อยกว่า 50 ปีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ ส่วนผู้สูงอายุส่วนมากเกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท
อาการของเวียนศีรษะในลักษณะบ้านหมุน
อาการเวียนศีรษะมักจะเป็นไม่เกิด2-3 นาที โดยมากมักจะเกิดจากการที่หันศีษะไปทิศทางเฉพาะ
พลิกศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง ตัวอย่างเวลานอนพลิกจะทำให้เกิดเวียนศีรษะ
นอนเงยศีรษะไปทางด้านหลัง เช่นการนอนสระผม
ก้มหน้า เช่นก้มหน้าผูกเชือกรองเท้า
เมื่อมีอาการเวียนศีรษะตาจะมีการกระตุก
ถ้าคลื่นไส้ อาเจียนมาก จนกินอะไรไม่ได้แม้แต่ยา, มีอาการเดินเซ หรือเป็นอัมพาตร่วมด้วย, หรือมีอาการรุนแรงอื่น (เช่น ถ่ายอุจจาระดำ, เจ็บหน้าอกรุนแรง, ปวดท้องรุนแรง, ชีพจรเต้นเร็ว เป็นต้น) ควรรีบไปหาหมอ.
ถ้าไม่มีอาการในข้อ 1 ให้ปฏิบัติดังนี้
-นอนหรือนั่งอยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย (ไม่มีอาการบ้านหมุน)
-อย่าเคลื่อนไหวศีรษะหรือเปลี่ยนท่าในทิศทางที่ทำให้เกิดอาการ.
-ถ้าเป็นนานกว่า 1 นาที กิน ยาไดเมนไฮดริเนต 1 เม็ด แล้วนอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง. ถ้ายังไม่ดีขึ้น กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง.
-อาจให้กินยาหอม กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง. ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน หรือเป็นๆ หายๆ บ่อยๆ หรือมี อาการหูอื้อ แว่วเสียงดังในหูร่วมด้วย ควรไปหาหมอ.
-ถ้าเป็นบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า (มักมีอาการครั้งละ 20-30 วินาที ไม่เกิน 1 นาที โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เป็นๆ หายๆ บ่อยๆ ควรบริหาร ศีรษะตามคำแนะนำของแพทย์.
Key: บ้านหมุน, เวียนหัว, Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV)
แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/doctorme/head/12599
เป็นอาการเวียนศีรษะที่มีความรู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมหมุนรอบตัวเอง โดยเกิดเมื่อหันศีรษะไปในทิศทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มักจะมี อาเจียน ยืนทรงตัวไม่ได้ เมื่อมีการเปลี่ยนท่าหรือหันหน้า หรือลุกจากเตียง สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบ ผู้เกิดอาการนี้หากอายุน้อยกว่า 50 ปีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ ส่วนผู้สูงอายุส่วนมากเกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท
อาการของเวียนศีรษะในลักษณะบ้านหมุน
อาการเวียนศีรษะมักจะเป็นไม่เกิด2-3 นาที โดยมากมักจะเกิดจากการที่หันศีษะไปทิศทางเฉพาะ
พลิกศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง ตัวอย่างเวลานอนพลิกจะทำให้เกิดเวียนศีรษะ
นอนเงยศีรษะไปทางด้านหลัง เช่นการนอนสระผม
ก้มหน้า เช่นก้มหน้าผูกเชือกรองเท้า
เมื่อมีอาการเวียนศีรษะตาจะมีการกระตุก
ถ้าคลื่นไส้ อาเจียนมาก จนกินอะไรไม่ได้แม้แต่ยา, มีอาการเดินเซ หรือเป็นอัมพาตร่วมด้วย, หรือมีอาการรุนแรงอื่น (เช่น ถ่ายอุจจาระดำ, เจ็บหน้าอกรุนแรง, ปวดท้องรุนแรง, ชีพจรเต้นเร็ว เป็นต้น) ควรรีบไปหาหมอ.
ถ้าไม่มีอาการในข้อ 1 ให้ปฏิบัติดังนี้
-นอนหรือนั่งอยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย (ไม่มีอาการบ้านหมุน)
-อย่าเคลื่อนไหวศีรษะหรือเปลี่ยนท่าในทิศทางที่ทำให้เกิดอาการ.
-ถ้าเป็นนานกว่า 1 นาที กิน ยาไดเมนไฮดริเนต 1 เม็ด แล้วนอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง. ถ้ายังไม่ดีขึ้น กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง.
-อาจให้กินยาหอม กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง. ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน หรือเป็นๆ หายๆ บ่อยๆ หรือมี อาการหูอื้อ แว่วเสียงดังในหูร่วมด้วย ควรไปหาหมอ.
-ถ้าเป็นบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า (มักมีอาการครั้งละ 20-30 วินาที ไม่เกิน 1 นาที โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เป็นๆ หายๆ บ่อยๆ ควรบริหาร ศีรษะตามคำแนะนำของแพทย์.
Key: บ้านหมุน, เวียนหัว, Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV)
แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/doctorme/head/12599
โยคะสำหรับโรคทั่วๆไป - ปวดหลัง
การยืนตัวตรงถือได้ว่า เป็นวิวัฒนาการที่สำคัญมากของความเป็นมนุษย์ การที่มนุษย์ยืนตัวตรงได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะของกระดูกสันหลัง ที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงตัวตรงอยู่ได้อย่างสมดุล อีกส่วนหนึ่ง คือ การเกร็งตัวเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหลังเพื่อพยุงตัวเราให้ตั้งตรง หากกล้ามเนื้อต้องเกร็งตัวมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้เกิดการปวดหลัง
ผู้ปวดหลังโดยมีสาเหตุจากการเครียดหรือจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ โยคะทำให้เรามีสติ รับรู้ความเกร็ง ตึงที่เกิดขึ้น และช่วยผ่อนคลายความเกร็ง ตึงเหล่านั้น ส่วนผู้ปวดหลังที่มาจากสาเหตุใหญ่ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน อักเสบ หรือติดเชื้อ จำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย
ในการปฏิบัติเริ่มจากท่าเอียงข้างและท่าแอ่นหลัง ฝึกทำสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงเพิ่มท่าก้มไปข้างหน้า จากนั้นลองทำท่าบิดตัว
ในกรณีที่เจ็บมาก ให้ค่อย ๆ ทำทีละน้อย เริ่มทำเฉพาะส่วนที่เจ็บน้อยที่สุด ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ด้วยความระมัดระวัง เมื่อฝึกทำสม่ำเสมอได้สัก 2-3 สัปดาห์ จึงขยับทำมาก ๆ ขึ้น เมื่อทำเพิ่มขึ้นเราอาจรู้สึกปวด ทำเอาแต่เท่าที่พอทนได้ ช่วงที่ทำขณะที่หายใจออกลองจินตนาการ กระจายความรู้สึกปวดไปยังบริเวณรอบ ๆ ที่สำคัญ อย่าฝืนทำมากเกินไป
สำหรับผู้มีสุขภาพปกติ การฝึกทำท่าเหล่านี้เป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสุขภาพหลังของเรา ให้ทำงานได้เป็นปกติ
ผู้ปวดหลังโดยมีสาเหตุจากการเครียดหรือจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ โยคะทำให้เรามีสติ รับรู้ความเกร็ง ตึงที่เกิดขึ้น และช่วยผ่อนคลายความเกร็ง ตึงเหล่านั้น ส่วนผู้ปวดหลังที่มาจากสาเหตุใหญ่ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน อักเสบ หรือติดเชื้อ จำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย
ในการปฏิบัติเริ่มจากท่าเอียงข้างและท่าแอ่นหลัง ฝึกทำสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงเพิ่มท่าก้มไปข้างหน้า จากนั้นลองทำท่าบิดตัว
ในกรณีที่เจ็บมาก ให้ค่อย ๆ ทำทีละน้อย เริ่มทำเฉพาะส่วนที่เจ็บน้อยที่สุด ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ด้วยความระมัดระวัง เมื่อฝึกทำสม่ำเสมอได้สัก 2-3 สัปดาห์ จึงขยับทำมาก ๆ ขึ้น เมื่อทำเพิ่มขึ้นเราอาจรู้สึกปวด ทำเอาแต่เท่าที่พอทนได้ ช่วงที่ทำขณะที่หายใจออกลองจินตนาการ กระจายความรู้สึกปวดไปยังบริเวณรอบ ๆ ที่สำคัญ อย่าฝืนทำมากเกินไป
สำหรับผู้มีสุขภาพปกติ การฝึกทำท่าเหล่านี้เป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสุขภาพหลังของเรา ให้ทำงานได้เป็นปกติ
ท่าเอียงข้าง
ยืนกางขา ยกแขนขาขึ้นจนขนานกับพื้น โน้มแขนขวาและลำตัวไปทางซ้าย แขนซ้ายค่อน ๆ เลื่อนลงไปตามขา สายตามองที่ปลายมือขวา ระวังอย่าก้มตัวไปทางข้างหน้า หรือแอ่นตัวไปทางด้านหลัง จากนั้นคืนตัวกลับ ลดมือลง แล้วทำสลับข้าง ทำข้างละ 5 ครั้ง

ท่าแอ่นหลัง
ยืนกางขา ชูแขนทั้ง 2 ขึ้น แอ่นตัวไปทางด้านหลัง จากนั้นคืนตัวกลับ ทำ 5 ครั้ง

ท่าก้มไปข้างหน้า
ยืนกางขา ชูแขนทั้ง 2 ขึ้น ก้มตัวลงจนสุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นคืนตัวกลับ ทำ 5 ครั้ง

ท่าบิดตัว
นอนหงาย กางแขน ฝ่ามือคว่ำ ชันเข่า ลดเข่าทั้ง 2 ไปทางขวา ลงไปจนสุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ฝืน จากนั้นคืนเข่ากลับ แล้วลดเข่าลงทางซ้าย ทำข้างละ 5 ครั้ง

หลักในการปฏิบัติ1) มีสติ รับรู้ความรู้สึกของร่างกายตลอดเวลา รับรู้สภาวะเหยียดตึง รับรู้สภาวะผ่อนคลาย รับรู้ทุก ๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2) ใช้แรงแต่น้อย ใช้แรงเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
3) ทำด้วยหลักทางสายกลาง น้อยเกินไป เราก็ยังไม่ได้รับประโยชน์ มากเกินไป เราก็กำลังทำร้ายร่างกายเราเอง
4) ทำตอนเช้า ๆ (ก่อนอาหาร) เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่น แจ่มใส
Key: ปวดหลัง, back pain
แหล่งข้อมูล
โรคริดสีดวงทวาร สาเหตุ อาการ และการรักษา โรคริดสีดวงทวาร
การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวาร
โรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงนี้ถ้าใครเป็นอาจจะอายไม่กล้าบอกใครหรือไม่กล้าไปรักษา แต่โรคนี้ถ้าหากปล่อยไว้นานอาจจะเรื้อรังได้ ควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกๆ อย่ารอให้เป็นมาก แล้วค่อยไป โรคริดสีดวงถ้าใครเป็นแล้วอาจจะไม่หายขาดแต่จะช่วยให้เบาเทาลง มีวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นหรือถ้าหากเป็นแล้วควรจะต้องงดหลายอย่างที่จะทำให้โรคริดสีดวงนั้นเป็นหนักขึ้น
ริดสีดวงทวาร
สารบัญโรคริดสีดวงทวาร
1. โรคริดสีดวงทวาร คือ
2. การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
3. อาการของโรคริดสีดวงทวาร
4. วีธีการรักษา
5. ผู้ที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงทวาร
โรคริดสีดวงทวาร คือ
การมีหลอดเลือดขอดโป่งพองของผนังเยื่อบุทวารหนัก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะพบเป็นก้อนโป่งพอง โผล่ออกมาขณะอุจจาระ หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะหรือหลังถ่ายอุจจาระได้ โดยปกติแล้วที่ บริเวณทวารหนักจะมีเลือดมาเลี้ยงมาก และมีลักษณะพิเศษอีก คือ มีกลุ่มหลอดเลือดดำสานเป็นร่างแหที่บริเวณเยื่อบุทวารหนัก 3 กลุ่มใหญ่ โดยรอบทวารหนัก เลือดภายในกลุ่มหลอดเลือดดำเหล่านี้จะไหลถ่ายเทขึ้นไปสู่หลอดเลือดดำใหญ่ภาย ในช่องท้อง แต่ถ้าหลอดเลือดไหลถ่ายเทไม่สะดวก และเป็นบ่อย ๆ จะเกิดการคั่งขึ้นภายในร่างแหหลอดเลือดดำ เกิดเป็นหลอดเลือดขอดโป่งพองขึ้นได้ เรียกว่า ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักอาจเกิดเป็นแบบภายในหรือภายนอก ขึ้นกับว่าเกิดที่หลอดเลือดภายใน หรือนอกทวารหนัก ส่วนมากมักเป็นแบบภายใน
สาเหตุ โรคริดสีดวงทวาร >>> นั้นเกิดมาจากท้องผูก การตั้งครรภ์ ซึ่งในกรณีของการตั้งครรภ์นี้โรคริดสีดวงทวาร จะหายได้เองเมื่อคลอดบุตรแล้ว ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็เช่น พันธุกรรมและความชรา แต่สาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากพฤติกรรมที่ผิด โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ บางคนปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง ไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้หรืออาหารที่มีเส้นใย ดื่มน้ำน้อย หรือชอบเบ่งแรงๆ เวลาถ่ายอุจจาระ เหล่านี้ก็ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดริดสีดวงทวาร แต่โชคร้ายโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เว้นแต่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการถ่ายอุจจาระ
การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
1. พฤติกรรมการเบ่งอุจจาระแรงๆ (ท้องผูก) หรือการนั่งส้วมนานๆ จะทำให้ริดสีดวงอาการเป็นมากขึ้น พยายามอย่าปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มอาการริดสีดวงให้มากขึ้น
2. อย่าถูแรงๆบริเวณรอบๆทวารหนักเพราะจะเพิ่มการระคายเคืองต่ออาการริดสีดวง
3. พยายามกินอาหารที่มีเส้นใยสูง (High fiber) เช่น ผัก-ผลไม้ ธัญพืช เพื่อช่วยให้การขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น
4. ให้ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้วทุกวัน
5. ควรออกกำลังกายทุกวันจะเป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้การถ่ายอุจจาระทำได้ง่ายขึ้น
6. ถ้าไม่รู้สึกปวดถ่ายก็อย่าฝืนเบ่งอุจจาระหรือนั่งส้วมนาน
7. การลดอาการปวดและอักเสบจากอาการริดสีดวงทวารให้นั่งแช่ในน้ำอุ่น 10-15 นาที หากปวดมากให้กินยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบแล้วแต่อาการ
8. กินยาเพื่อช่วยลดอาการคั่งของเลือดเช่น Venoluton หรือ Daflon
9. ให้เหน็บยาที่ทวารหนักตอนเช้าและก่อนนอน วันละ 2 ครั้งเพื่อช่วยให้ริดสีดวงอาการดีขึ้น
10. หากอาการริดสีดวงไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 อาทิตย์ต้องรีบปรึกษาแพทย์.
อาการของโรคริดสีดวงทวาร
ผู้ที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก โดยมากมักมีอาการถ่ายเป็นเลือด เลือดที่ออกมักจะเป็นเลือดสดๆ ระยะแรกอาจสังเกตว่ามีเลือดติดกระดาษชำระหลังอุจจาระ หรือเคลือบอุจจาระออกมา ต่อมาอาจออกมากจนมีเลือดหยดลงในโถส้วมขณะถ่ายอุจจาระ ถ้าเป็นมากขึ้นจะพบว่ามีก้อนโผล่ออกมาทางทวารหนัก โดยเฉพาะหลังถ่ายอุจจาระโดยมากจะไม่มีอาการเจ็บปวด (นอกจากถ้ามีการอักเสบร่วมด้วย) ยกเว้นในพวกที่เป็นริดสีดวงทวารหนักแบบภายนอก ซึ่งมักพบก้อนที่ทวารหนักตั้งแต่ระยะแรก และโดยมากจะเจ็บปวดที่ก้อนริดสีดวง จากอาการดังกล่าวทำให้แพทย์แบ่งริดสีดวงทวารหนักออกเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 มีแต่อาการเลือดออก การตรวจต้องใช้เครื่องมือพิเศษส่องเข้าไปดูภายในทวารหนัก มองจากภายนอก หรือคลำดูจะไม่สามารถบอกได้เลย
ระยะที่ 2 ถ่ายอุจจาระแล้วมีก้อนริดสีดวงทวารหนักโผล่ออกมาเวลาเบ่ง แต่หดกลับเข้าไปได้เอง
ระยะที่ 3 ถ่ายอุจจาระแล้วริดสีดวงโผล่ออกมา และไม่หดกลับเข้าเองต้องใช้นิ้วมือดันกลับจึงเข้า
ระยะที่ 4 ริดสีดวงทวารโผล่ออกมาภายนอก และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
อาการเลือดออกทางทวารหนัก หรือถ่ายเป็นเลือดแม้ว่ากว่า 90% จะเป็นริดสีดวงทวารหนัก แต่ก็อาจเกิดจากโรคอื่นได้ โดยเฉพาะโรคที่ร้ายแรง เช่น มะเร็งของลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจยืนยันว่าไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น แต่ริดสีดวงทวารหนักเองนั้นไม่ใช่มะเร็ง และไม่ใช่สาเหตุให้เกิดมะเร็ง และการวินิจฉัยที่แน่นอนจะต้องตรวจโดยใช้กล้องส่องดูภายในทวารหนัก
วีธีการรักษา โรคริดสีดวงทวาร
1. ให้ยาชนิดป้าย หรือยาเหน็บทวารหนัก ใช้กับโรคระยะที่ 1
2. ใช้ยาฉีดหัวริดสีดวงทวารหนัก ยาจะทำให้หลอดเลือดดำฝ่อ และหัวริดสีดวงทวารหนักยุบลง ใช้กับโรคระยะที่ 2 การฉีดยาจะไม่เกิดอาการเจ็บปวดเลย ได้ผลดีมาก
3. ใช้ยางรัดหัวริดสีดวงทวารหนัก วิธีนี้จะรัดที่หัวริดสีดวงทำให้หัวริดสีดวงฝ่อแล้วหลุดไปเอง หลังรัดด้วยยางประมาณ 7 วัน ได้ประโยชน์ และผลดีในโรคระยะที่ 2 โดยเฉพาะเมื่อหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ และพบว่ามักไม่มีอาการเจ็บปวดขณะใช้ยารักษาเช่นเดียวกัน
4. ใช้เครื่องขยายทวารหนัก หรือใช้ความเย็นจัด หรือใช้แสงอินฟราเรด เป็นวิธีการรักษาที่ใช้กับระยะที่ 2 แต่ยังไม่ค่อยนิยมเท่าแบบที่ 2, 3
5. ผ่าตัดใช้สำหรับโรคระยะที่ 3 และ 4 ซึ่งนับว่าเป็นมากแล้ว ความจริงการผ่าตัดไม่น่ากลัวเลย และไม่เจ็บขณะทำผ่าตัด เพราะแพทย์จะให้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง หลังผ่าตัดอาจจะเจ็บปวดบ้าง แต่ก็ไม่มากมาย และสามารถระงับได้โดยยาแก้ปวด อยู่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน
ผู้ที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงทวาร
ท้องผูก การนั่งแช่นานๆ รวมทั้งนั่งถ่ายอุจจาระนานๆ ทำให้ต้องเบ่งอุจจาระเป็นประจำ แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง หรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย
ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด เช่นกัน
อายุ ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆรอบหลอดเลือด รวมทั้งของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด หลอดเลือดจึงโป่งพองได้ง่าย
การตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักของครรภ์จะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดบวมพองได้ง่าย
โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ส่งผลให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น เช่นเดียวกับในหญิงตั้งครรภ์
การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จึงเกิดการกดเบียดทับ/บาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดส่วนนี้เรื้อรัง จึงมีเลือดคั่งในหลอดเลือด เกิดโป่งพองได้ง่าย
โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด จึงเกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย
อาจจากพันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงกว่า เมื่อครอบครัวมีประวัติเป็นโรคริดสีดวงทวาร
Key: โรคริดสีดวงทวาร, ริดสีดวงทวาร, hemorrhoids, haemorrhoids, piles
แหล่งข้อมูล
http://siamhealth.net/
http://blog.eduzones.com/poonpreecha/81665
http://zoneplus.net/
Friday, February 5, 2016
ไข้ซิกา (Zika Fever)
โรคไข้ซิกา (Zika fever) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) ไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว อยู่ในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มีลกษณะคล้ายคลึงกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี, ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี มียุงลาย ุ ( เช่น Ae. Africanus, Ae. Apicoargenteus, Ae. Luteocephalus, Ae. Aegypti เป็นต้น) เป็นพาหะนาโรค ไวรัสซิกาถูกแยกเชื้อคร้ังแรกในปีพ.ศ. ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) จากน้ำเหลืองของลิง rhesus ที่ใช้ในการศึกษาไข้เหลืองในป่าชื่อซิกา ประเทศยูกันดา และแยกเชื้อได้จากคนในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ (ค.ศ. ๑๙๖๘) ณ ประเทศไนจีเรีย
มีระยะฟักตัว ๔-๗ วนั จากนั้นจะมีอาการ ไข้ปวดศีรษะรุนแรง มีผื่นแบบ maculopapular ที่บริเวณลำตัว แขนขา, วิงเวียน , เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ปวดข้อ อาจจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ถึง ๒๕๓๕ มีข้อบ่งชี้ทางน้ำเหลืองวิทยาว่ามีการติดเชื้อไวรัสซิกา ในประเทศกลุ่มแอฟริกา ได้แก่ ยูกันดา , แทนซาเนีย, อียิปต์, อัฟริกากลาง สาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน และกาบอง ในส่วนของเอเชียมีรายงานพบในประเทศอินเดีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนามและอินโดนีเซีย ล่าสุดในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (ค.ศ. ๒๐๐๗) ได้รายงานการระบาดของไข้ซิกา ในหมู่เกาะแยป
ในประเทศไทย มีผู้รายงานว่าตรวจพบแอนติบอดีชนิดทำลายล้างไวรัสซิกา ในผู้ที่อาศัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ (ค.ศ. ๑๙๖๓) และล่าสุด มีรายงาน ผู้ป่วยหญิงนักท่องเที่ยวจากแคนาดา ซ่ึงเดินทางมาประเทศไทยในช่วงเวลา ๒๑ มกราคม-๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และมีอาการภายหลังจากเดินทางกลับถึงประเทศแคนาดาเป็นเวลา ๔ วนั โดยเริ่มป่วย วันที่ ๕ กุมภาพนธ์ ๒๕๕๖ มีอาการไข้อ่อนเพลีย ปวดศีรษะกระสับกระส่าย หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลัง และปวดข้อ ได้รับการตรวจทางหองปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้ออไวรัสซิกา (Zika virus) ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรคยังเฝ้าระวงโรคนี้อยู่
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ ทำได้ ๒ วิธีดังนี้ ๑)การตรวจหาสารพันธุกรรม ด้วยวิธีพีซีอาร์เก็บตัวอย่างน้ำเหลืองเร็วที่สุดหลังจากที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ควรเกิน ๙ วันหลังมีอาการ และ ๒) การตรวจหาแอนติบอดีชนิดเอ็มที่จำเพาะต่อไวรัสซิกาด้วยวิธีอิไลซ่า ซ่ึงเป็นพัฒนาวิธีโดย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา โดยเก็บตัวอย่าง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในวันที่เริ่มมีอาการ และตัวอย่างที่สองห่างจากตัวอย่างแรก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข โดยฝ่ายอาโบไวรัส มีแผนการที่จะติดตั้งวิธีการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติ โรคไข้ซิกาในเร็วๆน้ี
ปัจจุบนั ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเฉพาะ การรักษาจะรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาการเจ็บป่วย
Key: ไข้ซิกา (Zika Fever)
แหล่งข้อมูล
http://nih.dmsc.moph.go.th/login/showimgpic.php?id=34
มีระยะฟักตัว ๔-๗ วนั จากนั้นจะมีอาการ ไข้ปวดศีรษะรุนแรง มีผื่นแบบ maculopapular ที่บริเวณลำตัว แขนขา, วิงเวียน , เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ปวดข้อ อาจจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ถึง ๒๕๓๕ มีข้อบ่งชี้ทางน้ำเหลืองวิทยาว่ามีการติดเชื้อไวรัสซิกา ในประเทศกลุ่มแอฟริกา ได้แก่ ยูกันดา , แทนซาเนีย, อียิปต์, อัฟริกากลาง สาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน และกาบอง ในส่วนของเอเชียมีรายงานพบในประเทศอินเดีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนามและอินโดนีเซีย ล่าสุดในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (ค.ศ. ๒๐๐๗) ได้รายงานการระบาดของไข้ซิกา ในหมู่เกาะแยป
ในประเทศไทย มีผู้รายงานว่าตรวจพบแอนติบอดีชนิดทำลายล้างไวรัสซิกา ในผู้ที่อาศัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ (ค.ศ. ๑๙๖๓) และล่าสุด มีรายงาน ผู้ป่วยหญิงนักท่องเที่ยวจากแคนาดา ซ่ึงเดินทางมาประเทศไทยในช่วงเวลา ๒๑ มกราคม-๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และมีอาการภายหลังจากเดินทางกลับถึงประเทศแคนาดาเป็นเวลา ๔ วนั โดยเริ่มป่วย วันที่ ๕ กุมภาพนธ์ ๒๕๕๖ มีอาการไข้อ่อนเพลีย ปวดศีรษะกระสับกระส่าย หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลัง และปวดข้อ ได้รับการตรวจทางหองปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้ออไวรัสซิกา (Zika virus) ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรคยังเฝ้าระวงโรคนี้อยู่
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ ทำได้ ๒ วิธีดังนี้ ๑)การตรวจหาสารพันธุกรรม ด้วยวิธีพีซีอาร์เก็บตัวอย่างน้ำเหลืองเร็วที่สุดหลังจากที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ควรเกิน ๙ วันหลังมีอาการ และ ๒) การตรวจหาแอนติบอดีชนิดเอ็มที่จำเพาะต่อไวรัสซิกาด้วยวิธีอิไลซ่า ซ่ึงเป็นพัฒนาวิธีโดย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา โดยเก็บตัวอย่าง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในวันที่เริ่มมีอาการ และตัวอย่างที่สองห่างจากตัวอย่างแรก 2-3 สัปดาห์ ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข โดยฝ่ายอาโบไวรัส มีแผนการที่จะติดตั้งวิธีการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติ โรคไข้ซิกาในเร็วๆน้ี
ปัจจุบนั ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเฉพาะ การรักษาจะรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาการเจ็บป่วย
ฝ่ายอาโบไวรัส
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
แหล่งข้อมูล
http://nih.dmsc.moph.go.th/login/showimgpic.php?id=34
หมอนรองกระดูกเคลื่อน (ตอนที่ 2)
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
หมอนรองกระดูกเคลื่อนมักเกิดในผู้ชายและในผู้หญิงที่อายุระหว่าง 30 – 50 ปี ผู้ที่ออกกำลังกายประจำมักมีปัญหาน้อยกว่าผู้ที่นั่งนานๆและไม่ค่อยเคลื่อนไหว การรักษาน้ำหนักให้พอดีก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันการมีปัญหาที่หลัง
ถ้าหมอนรองกระดูกเคลื่อนบริเวณเอวหรือด้านหลังตอนล่าง (Lumbar region) หรือที่เรียกว่ากระเบนเหน็บ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดร้าวตามส่วนหลัง สะโพก และขา เพราะไปกดทับรากประสาทที่ชื่อว่า Sciatic nerve
ถ้าผู้ป่วยมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่กระดูกบริเวณ L3 หรือ L5 (ซึ่งมักจะกระทบกับเข่าและขา) อาจมีโอกาสกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื่องจากมีอาการไม่แข็งตัว/นกเขาไม่ขัน (Erectile dysfunction : ED) อันมีสาเหตุมาจากการที่เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อพี (P muscle) ถูกกระทบ
อาการนี้ไม่เหมือนอาการปวดที่เป็นๆ หายๆ ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อชักกระตุก อาการปวดที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะเป็นติดต่อกันหรืออย่างน้อยก็ปวดเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายติดต่อกัน หมอนรองกระดูกเอาจจะเคลื่อนโดยไม่แสดงอาการปวดหรืออาการใดๆ ให้เห็นชัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ถ้าเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ที่โผล่ออกมา ไม่ได้กดทับเนื้อเยื่อหรือประสาท ก็จะไม่แสดงอาการใดๆ
มีงานวิจัยกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ ในอาสาสมัครที่มีอาการเคลื่อนของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical spine) แต่ไม่ปรากฏอาการอะไร และพบว่าร้อยละ 50 ของอาสาสมัครนั้นมีส่วนที่ยื่นออกมาในจุดสำคัญ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกส่วนคออาจไม่มีอาการใดปรากฏให้เห็น
โดยทั่วไปอาการที่ปรากฏจะเกิดขึ้นในซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการกดของหมอนรองกระดูกลงบนไขสันหลัง (Spinal cord) หรือกลุ่มรากประสาทคล้ายหางม้า(Cauda equina) ในบริเวณเอวด้านหลัง อาการนั้นอาจจะปรากฏขึ้นได้ทั้งสองด้านของร่างกาย
การกดทับกลุ่มรากประสาทดังกล่าวอาจทำให้เส้นประสาทถูกทำลายอย่างถาวรหรือเป็นอัมพาตได้ ทำให้สูญเสียการควบคุมลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ตลอดจนมีปัญหาในเรื่องเพศสัมพันธ์ (Sexual dysfunction) การปวดหลังเล็กน้อยและการเมื่อยหลังแบบเรื้อรังก็เป็นสัญญานของความเสื่อมที่น่าสงสัยว่าจะเกิดจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก เช่น การก้มลงเก็บดินสอหรือของที่ตกพื้น
เมื่อกระดูกสันหลังตั้งตรง เช่น ขณะยืนหรือนอน ความกดดันภายในหมอนรองกระดูกจะเท่ากันในทุกส่วน โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 17 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (Pound per square inch : psi) แต่ในขณะที่นั่งหรือก้มลงยกของ ความกดดันภายในจะเปลี่ยนเป็น 300 psi
การเคลื่อนของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ที่อยู่ในหมอนรองกระดูกเข้าไปในช่องไขสันหลัง (Spinal canal) มักเกิดขึ้นเมื่อส่วนด้านหน้าท้องถูกกดขณะกำลังนั่งหรือก้มโค้งไปข้างหน้า ทำให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลางถูกกดยึดกับเนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอก (Annulus fibrosus) ของหมอนรองกระดูก
แรงกดดันภายใน (200 - 300 psi) ทำให้เกิดการแตกของเนื้อเยื่อซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นไหลเข้าไปในช่องไขสันหลัง กดทับรากประสาทและเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ รากประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหรืออาการอื่นๆ
แหล่งข้อมูล:
Spinal disc herniation. http://en.wikipedia.org/wiki/Herniated_nucleus_pulposus [2012, July 28].
Understanding Spinal Disk Problems - the Basics. http://www.webmd.com/back-pain/guide/understanding-spinal-disk-problems-basic-information [2012, July 28].
Key: หมอนรองกระดูก, หมอนรองกระดูกเคลื่อน
แหล่งข้อมูล
http://haamor.com/th/หมอนรองกระดูกเคลื่อน-มาเยือนคุณหรือยัง-2
หมอนรองกระดูกเคลื่อนมักเกิดในผู้ชายและในผู้หญิงที่อายุระหว่าง 30 – 50 ปี ผู้ที่ออกกำลังกายประจำมักมีปัญหาน้อยกว่าผู้ที่นั่งนานๆและไม่ค่อยเคลื่อนไหว การรักษาน้ำหนักให้พอดีก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันการมีปัญหาที่หลัง
ถ้าหมอนรองกระดูกเคลื่อนบริเวณเอวหรือด้านหลังตอนล่าง (Lumbar region) หรือที่เรียกว่ากระเบนเหน็บ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดร้าวตามส่วนหลัง สะโพก และขา เพราะไปกดทับรากประสาทที่ชื่อว่า Sciatic nerve
ถ้าผู้ป่วยมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่กระดูกบริเวณ L3 หรือ L5 (ซึ่งมักจะกระทบกับเข่าและขา) อาจมีโอกาสกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื่องจากมีอาการไม่แข็งตัว/นกเขาไม่ขัน (Erectile dysfunction : ED) อันมีสาเหตุมาจากการที่เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อพี (P muscle) ถูกกระทบ
อาการนี้ไม่เหมือนอาการปวดที่เป็นๆ หายๆ ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อชักกระตุก อาการปวดที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะเป็นติดต่อกันหรืออย่างน้อยก็ปวดเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายติดต่อกัน หมอนรองกระดูกเอาจจะเคลื่อนโดยไม่แสดงอาการปวดหรืออาการใดๆ ให้เห็นชัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ถ้าเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ที่โผล่ออกมา ไม่ได้กดทับเนื้อเยื่อหรือประสาท ก็จะไม่แสดงอาการใดๆ
มีงานวิจัยกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ ในอาสาสมัครที่มีอาการเคลื่อนของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical spine) แต่ไม่ปรากฏอาการอะไร และพบว่าร้อยละ 50 ของอาสาสมัครนั้นมีส่วนที่ยื่นออกมาในจุดสำคัญ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกส่วนคออาจไม่มีอาการใดปรากฏให้เห็น
โดยทั่วไปอาการที่ปรากฏจะเกิดขึ้นในซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการกดของหมอนรองกระดูกลงบนไขสันหลัง (Spinal cord) หรือกลุ่มรากประสาทคล้ายหางม้า(Cauda equina) ในบริเวณเอวด้านหลัง อาการนั้นอาจจะปรากฏขึ้นได้ทั้งสองด้านของร่างกาย
การกดทับกลุ่มรากประสาทดังกล่าวอาจทำให้เส้นประสาทถูกทำลายอย่างถาวรหรือเป็นอัมพาตได้ ทำให้สูญเสียการควบคุมลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ตลอดจนมีปัญหาในเรื่องเพศสัมพันธ์ (Sexual dysfunction) การปวดหลังเล็กน้อยและการเมื่อยหลังแบบเรื้อรังก็เป็นสัญญานของความเสื่อมที่น่าสงสัยว่าจะเกิดจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก เช่น การก้มลงเก็บดินสอหรือของที่ตกพื้น
เมื่อกระดูกสันหลังตั้งตรง เช่น ขณะยืนหรือนอน ความกดดันภายในหมอนรองกระดูกจะเท่ากันในทุกส่วน โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 17 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (Pound per square inch : psi) แต่ในขณะที่นั่งหรือก้มลงยกของ ความกดดันภายในจะเปลี่ยนเป็น 300 psi
การเคลื่อนของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ที่อยู่ในหมอนรองกระดูกเข้าไปในช่องไขสันหลัง (Spinal canal) มักเกิดขึ้นเมื่อส่วนด้านหน้าท้องถูกกดขณะกำลังนั่งหรือก้มโค้งไปข้างหน้า ทำให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลางถูกกดยึดกับเนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอก (Annulus fibrosus) ของหมอนรองกระดูก
แรงกดดันภายใน (200 - 300 psi) ทำให้เกิดการแตกของเนื้อเยื่อซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นไหลเข้าไปในช่องไขสันหลัง กดทับรากประสาทและเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ รากประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหรืออาการอื่นๆ
แหล่งข้อมูล:
Spinal disc herniation. http://en.wikipedia.org/wiki/Herniated_nucleus_pulposus [2012, July 28].
Understanding Spinal Disk Problems - the Basics. http://www.webmd.com/back-pain/guide/understanding-spinal-disk-problems-basic-information [2012, July 28].
Key: หมอนรองกระดูก, หมอนรองกระดูกเคลื่อน
แหล่งข้อมูล
http://haamor.com/th/หมอนรองกระดูกเคลื่อน-มาเยือนคุณหรือยัง-2
หมอนรองกระดูกเคลื่อน (ตอนที่ 1)
โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
หลายสัปดาห์ก่อนผู้เขียนไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช เห็นที่แผนกออร์โธพีดิกส์เขียนอยู่บนกระดานว่า ขณะนี้โรคที่พบมากที่สุดของแผนก คือ HNP จึงเกิดความสงสัยว่าย่อมาจากอะไร สืบไปสืบมาได้ความว่าคำว่า “HNP” เป็นศัพท์ทางการแพทย์ ย่อมาจากคำว่า “Herniated Nucleus Pulposus” หรือที่เรารู้จักกันว่า “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท” นั่นเอง
หมอนรองกระดูกเป็นเหมือนเบาะยางอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ หมอนรองกระดูกแต่ละอันจะมีลักษณะเป็นแคปซูลกลมแบน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และหนาประมาณ ¼ นิ้ว ประกอบด้วยเยื่อเส้นใยเหนียวรอบนอกที่เรียกว่า Annulus fibrosus และเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลางที่ยืดหยุ่นได้ที่เรียกว่า Nucleus pulposus
หมอนรองกระดูกช่วยทำให้กระดูกสันหลังยืดหยุ่นได้ งอได้ และป้องกันไม่ให้กระดูกแต่ละข้อขัดสีกันเอง ในเด็กจะมีลักษณะเหมือนเจลหรือถุงใส่ของเหลว แต่จะเริ่มแข็งขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น ในวัยหนุ่มสาวเลือดที่มาเลี้ยงหมอนรองกระดูกจะหยุดทำงาน ทำให้เนื้อเยื่อข้างในแข็งขึ้นและหมอนรองกระดูกจะขาดความยืดหยุ่นไป
ในวัยกลางคนหมอนรองกระดูกจะเหนียวและแข็งเหมือนกับยางที่แข็งตัว การเปลี่ยนแปลงไปตามวัยทำให้เส้นใยรอบนอกอ่อนแอลงและหมอนรองกระดูกมีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น ส่วนโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus) นั้นเราเรียกกันสั้นๆว่า โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน เป็นภาวะที่กระทบต่อกระดูกสันหลังอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บ หรือไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอก (Annulus fibrosus) ของหมอนรองกระดูก ปล่อยให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นแตกหรือเคลื่อนออกมากดทับรากประสาทและเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ รากประสาท
แม้ว่าการได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจะทำอันตรายต่อหมอนรองกระดูกได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากอายุที่มากขึ้นหรือเกิดจากกิจกรรมประจำวัน เช่น การยกของหนักในท่าที่ผิด การยืดตัวมากไประหว่างการเล่นเทนนิส หรือการลื่นหกล้ม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอกฉีกขาดหรือบิดเบี้ยวแล้วกดทับลงบนเส้นประสาท
นอกจากนี้ สาเหตุที่หมอนรองกระดูกเคลื่อน อาจมาจากความเสื่อมตามปกติ เช่น เมื่อมีการทำงานที่ต้องนั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า บางครั้งก็พบว่าหมอนรองกระดูกอาจบวม ฉีกขาด หรือเสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ และพบว่าลักษณะทางกรรมพันธุ์ (Genetics) ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาในหมอนรองกระดูกด้วยเช่นกัน
อาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับตำแหน่งและชนิดของเนื้อเยื่อที่เป็น อาจแสดงอาการเล็กน้อยถ้ามีเพียงเนื้อเยื่อเดียวที่ได้รับบาดเจ็บ ไปจนถึงอาการรุนแรงอย่างคอแข็งหรือ ปวดหลังส่วนล่างเพราะรากประสาทได้รับการกระทบกระเทือนจากการเคลื่อนนั้นด้วย
ปกติแพทย์จะยังไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ในทันทีทันใด เนื่องจากผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดไม่ทราบสาเหตุที่ ขา เข่า หรือเท้า อาการอย่างอื่นอาจรวมถึง อาการชา อาการเป็นเหน็บ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต (Paralysis) ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยนไป (Paresthesia)
แหล่งข้อมูล:
Spinal disc herniation. http://en.wikipedia.org/wiki/Herniated_nucleus_pulposus [2012, July 27].
Understanding Spinal Disk Problems - the Basics. http://www.webmd.com/back-pain/guide/understanding-spinal-disk-problems-basic-information [2012, July 27].
Key: หมอนรองกระดูก, หมอนรองกระดูกเคลื่อน
หลายสัปดาห์ก่อนผู้เขียนไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช เห็นที่แผนกออร์โธพีดิกส์เขียนอยู่บนกระดานว่า ขณะนี้โรคที่พบมากที่สุดของแผนก คือ HNP จึงเกิดความสงสัยว่าย่อมาจากอะไร สืบไปสืบมาได้ความว่าคำว่า “HNP” เป็นศัพท์ทางการแพทย์ ย่อมาจากคำว่า “Herniated Nucleus Pulposus” หรือที่เรารู้จักกันว่า “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท” นั่นเอง
หมอนรองกระดูกเป็นเหมือนเบาะยางอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ หมอนรองกระดูกแต่ละอันจะมีลักษณะเป็นแคปซูลกลมแบน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และหนาประมาณ ¼ นิ้ว ประกอบด้วยเยื่อเส้นใยเหนียวรอบนอกที่เรียกว่า Annulus fibrosus และเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลางที่ยืดหยุ่นได้ที่เรียกว่า Nucleus pulposus
หมอนรองกระดูกช่วยทำให้กระดูกสันหลังยืดหยุ่นได้ งอได้ และป้องกันไม่ให้กระดูกแต่ละข้อขัดสีกันเอง ในเด็กจะมีลักษณะเหมือนเจลหรือถุงใส่ของเหลว แต่จะเริ่มแข็งขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น ในวัยหนุ่มสาวเลือดที่มาเลี้ยงหมอนรองกระดูกจะหยุดทำงาน ทำให้เนื้อเยื่อข้างในแข็งขึ้นและหมอนรองกระดูกจะขาดความยืดหยุ่นไป
ในวัยกลางคนหมอนรองกระดูกจะเหนียวและแข็งเหมือนกับยางที่แข็งตัว การเปลี่ยนแปลงไปตามวัยทำให้เส้นใยรอบนอกอ่อนแอลงและหมอนรองกระดูกมีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น ส่วนโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus) นั้นเราเรียกกันสั้นๆว่า โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน เป็นภาวะที่กระทบต่อกระดูกสันหลังอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บ หรือไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอก (Annulus fibrosus) ของหมอนรองกระดูก ปล่อยให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นแตกหรือเคลื่อนออกมากดทับรากประสาทและเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ รากประสาท
แม้ว่าการได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจะทำอันตรายต่อหมอนรองกระดูกได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากอายุที่มากขึ้นหรือเกิดจากกิจกรรมประจำวัน เช่น การยกของหนักในท่าที่ผิด การยืดตัวมากไประหว่างการเล่นเทนนิส หรือการลื่นหกล้ม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอกฉีกขาดหรือบิดเบี้ยวแล้วกดทับลงบนเส้นประสาท
นอกจากนี้ สาเหตุที่หมอนรองกระดูกเคลื่อน อาจมาจากความเสื่อมตามปกติ เช่น เมื่อมีการทำงานที่ต้องนั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า บางครั้งก็พบว่าหมอนรองกระดูกอาจบวม ฉีกขาด หรือเสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ และพบว่าลักษณะทางกรรมพันธุ์ (Genetics) ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาในหมอนรองกระดูกด้วยเช่นกัน
อาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับตำแหน่งและชนิดของเนื้อเยื่อที่เป็น อาจแสดงอาการเล็กน้อยถ้ามีเพียงเนื้อเยื่อเดียวที่ได้รับบาดเจ็บ ไปจนถึงอาการรุนแรงอย่างคอแข็งหรือ ปวดหลังส่วนล่างเพราะรากประสาทได้รับการกระทบกระเทือนจากการเคลื่อนนั้นด้วย
ปกติแพทย์จะยังไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ในทันทีทันใด เนื่องจากผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดไม่ทราบสาเหตุที่ ขา เข่า หรือเท้า อาการอย่างอื่นอาจรวมถึง อาการชา อาการเป็นเหน็บ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต (Paralysis) ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยนไป (Paresthesia)
แหล่งข้อมูล:
Spinal disc herniation. http://en.wikipedia.org/wiki/Herniated_nucleus_pulposus [2012, July 27].
Understanding Spinal Disk Problems - the Basics. http://www.webmd.com/back-pain/guide/understanding-spinal-disk-problems-basic-information [2012, July 27].
Key: หมอนรองกระดูก, หมอนรองกระดูกเคลื่อน
Sunday, April 19, 2015
ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension)
โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ
แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
วว.รังสีรักษา
และเวชศาสตร์นิวเคลียร์
โรค หรือ ภาวะ
ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) คือภาวะที่ความดันโลหิต
(เลือด) ซีสโตลิค (Systolic blood pressure) ต่ำกว่า 90
มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure)
ต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท
ซึ่งความดันโลหิตต่ำอาจต่ำเพียงความดันซีสโตลิค หรือ ไดแอสโตลิกตัวใดตัวหนึ่ง
หรือต่ำทั้งสองตัวก็ได้ ซึ่งโดยทั่ว ไปแพทย์ไม่จัดความดันโลหิตต่ำเป็นโรค
แต่จัดเป็นภาวะ
ภาพประกอบจาก
http://healthy-ojas.com/lowbp/low-pressure.html
ภาวะความดันโลหิตต่ำเป็นภาวะที่ยังไม่มีการบันทึกอุบัติการณ์ที่แน่นอน
เพราะเมื่อความดันโลหิตต่ำไม่มาก มักไม่ก่ออาการ และเมื่อมีอาการ
ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการ เช่น วิงเวียน เป็นลม
ไม่ได้มาด้วยเรื่องความดันโลหิตต่ำ ดังนั้น การจดบันทึกของโรงพยาบาล
จึงมักไม่ได้ระบุว่า เป็นอาการจากความดันโลหิตต่ำ
อย่างไรก็ตาม
ภาวะความดันโลหิตต่ำ พบเกิดได้ทั้งสองเพศใกล้เคียงกัน และพบได้ในทุกอายุ
ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ
อะไรเป็นสาเหตุและกลไกให้เกิดความดันโลหิตต่ำ
โรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ
ซึ่งมีกลไกการเกิดดังนี้
·
ปริมาณน้ำ ของเหลว
และ/หรือเลือด (โลหิต) ในการไหลเวียน เลือดลดลง จึงมีเลือดกลับเข้าสู่หัวใจน้อยลง
หัวใจจึงเต้นบีบตัวลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง เช่น ภาวะขาดน้ำ
และ/หรือขาดเกลือแร่ ภาวะเลือดออกรุนแรง
ภาวะร่างกายเสียน้ำจากท้องเสียรุนแรงหรือจากมีแผลไหม้รุนแรง
การลุกขึ้นทันทีจากท่านอนโดยเฉพาะเมื่อนอนนานๆ เมื่อไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
หรือเมื่อนั่งนานๆ (ปริมาณเลือดจะคั่งที่ขา เมื่อลุกขึ้นทันที
เลือดจึงไหลกลับหัวใจได้น้อย ความดันโลหิตจึงต่ำลงทันที) ซึ่งกลไกนี้
พบเป็นสาเหตุของความดันโลหิตต่ำได้บ่อยที่สุด
โดยเฉพาะในผู้สูงอายุจากไม่ค่อยดื่มน้ำ เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า
ภาวะความดันโลหิตต่ำหรือตกจากการเปลี่ยนท่า (Postural or Orthostatic
hypoten sion)
·
ภาวะโลหิตจาง
เพราะส่งผลให้ความเข้มข้นของเลือดลดลงจากปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลง
ส่งผลให้ปริมาตรในภาพรวมของเลือดลง จึงส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลง
·
ในบางคนภายหลังกินอาหารมื้อหลักปริมาณสูงมาก
จึงส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหาร และลำไส้เพิ่มขึ้น
เกิดภาวะคล้ายมีเลือดคั่งในกระเพาะอาหารและลำไส้
เพราะกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานเพิ่มขึ้น จึงขาดปริมาณเลือดโดยรวมในการไหลเวียนในกระแสโลหิต
เลือดจึงกลับเข้าหัวใจน้อยลง ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำ
เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Postprandial hypotension
·
จากโรคของประสาทอัตโนมัติ
ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการบีบตัวของหลอดเลือด และการบีบตัวของหัวใจ
จึงทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดขยาย เลือดจึงคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆเพิ่มขึ้น
การไหลเวียนโลหิตจึงลดลง เลือดกลับเข้าหัวใจลดลง จึงส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ เช่น
โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) และโรคความจำเสื่อมบางชนิด
ซึ่งเรียก ภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Neurogenic orthostatic
hypotension
·
จากภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสโลหิต/เลือด
(ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด)
ส่งผลให้เกิดหลอดเลือดขยายตัวมากขึ้นพร้อมๆกัน
รวมทั้งเกิดการล้มเหลวในการทำงานของหัวใจและปอด
จึงส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ
·
จากการแพ้ยา หรือแพ้อาหาร หรือแพ้สารต่างๆอย่างรุนแรง
ส่งผลให้หลอดเลือดทั่วตัวขยายตัวทันที
และร่วมกับมีของเหลว/น้ำในเลือดซึมออกนอกหลอดเลือด
จึงเกิดการขาดเลือดไหลเวียนในกระแสโลหิต ความดันโลหิตจึงต่ำลง
เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Anaphylaxis
·
จากโรคหัวใจ
หัวใจจึงบีบตัวเต้นผิดปกติ จึงลดแรงดันในหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันเลือดต่ำ เช่น
โรคหลอดเลือดหัวใจ
·
จากการตั้งครรภ์
มักเกิดในระยะ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
จากการที่ต้องเพิ่มเลือดหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์ การไหลเวียนโลหิต
หรือปริมาตรโลหิตในมารดาจึงลดลง ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ แต่ร่างกายมารดามักปรับตัวได้เองเสมอเมื่อมารดามีสุขภาพแข็ง
แรง
·
จากโรคของต่อมไร้ท่อซึ่งสร้างฮอร์โมนควบคุมการทำงาน
ของหัวใจ ของหลอดเลือด และของเกลือแร่ต่างๆที่เป็นตัวอุ้มน้ำในหลอดเลือด
จึงส่งผลถึงการไหลเวียนโลหิต จึงเกิดความดันโลหิตต่ำได้ เช่น โรคของต่อมไทรอยด์
โรคของต่อมหมวกไต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในโรคเบาหวาน
·
ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
เช่น ยาขับน้ำ ยาลดความดันโลหิตสูง ยาไวอะกรา (Viagra) หรือ ยาทางจิตเวชบางชนิด
·
จากมีการกระตุ้นวงจรประสาทอัตโนมัติและสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด
และหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการกระตุ้นวงจรนี้ จะส่งผลให้หลอดเลือดและหัวใจทำ
งานผิดปกติ ความดันโลหิตจึงต่ำลงได้ เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Neurally
mediated hypotension เช่น จากอารมณ์/จิตใจ (กลัวมาก ตกใจ
เห็นภาพสยดสยอง หรือ เจ็บ/ปวดมาก) จากการยืน หรือ นั่งไขว่ห้างนานๆ การอยู่ในที่แออัด
และ/หรืออบอ้าว การอาบ น้ำอุณหภูมิอุ่นจัด
หรือการหยุดพักทันทีขณะออกกำลังกายอย่างหนัก
ใครบ้างมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตต่ำ
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตต่ำ
ได้แก่
·
ผู้สูงอายุ จากดื่มน้ำน้อย
และจากไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
·
ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น
โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคของต่อมไทรอยด์และภาวะซีด
·
กินยาบางชนิดโดยเฉพาะ
ยาขับน้ำ ยาโรคความดันโลหิตสูง และยาโรคเบาหวาน
·
มีภาวะขาดน้ำ จากสาเหตุต่างๆ
เช่น ท้องเสีย หรือ อาเจียน รุนแรง หรือภาวะลมแดด
โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร
อาการพบบ่อยของโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ
คือ
·
วิงเวียน หน้ามืด เป็นลม
·
ตาลาย
·
คลื่นไส้ อาจอาเจียน
·
มือ เท้าเย็น
·
เหงื่อออกมาก
·
ชีพจรเบา เต้นเร็ว
·
หายใจเร็ว เหนื่อย
·
กระหายน้ำ ตัวแห้ง
ปัสสาวะน้อย เมื่อเกิดจากภาวะขาดน้ำ
·
บางคนอาจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
เมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
·
อาจมีผื่นแดงขึ้นตามตัว หน้า
ตัวบวม เมื่อเกิดจากการแพ้สิ่งต่างๆ
·
อาจชัก
·
หมดสติ
เมื่อความดันโลหิตต่ำมาก
แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตต่ำได้อย่างไร
แพทย์วินิจฉัยโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำได้จาก
การวัดความดันโลหิต และวินิจฉัยหาสาเหตุได้จาก ประวัติอาการ
ประวัติการเจ็บป่วยทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ประวัติกินยาต่างๆ หรือ กินอาหาร
หรือถูกสัตว์/แมลงต่อย การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมต่างๆ ทั้งนี้ขึ้น
กับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
เมื่อสงสัยโรคหัวใจ
หรือการตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลเมื่อสงสัยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจากโรคเบาหวาน เป็นต้น
รักษาโรคความดันโลหิตต่ำได้อย่างไร
แนวทางการรักษาโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ
คือ การเพิ่มความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตามสาเหตุ เช่น
ให้น้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำเมื่อเกิดจากภาวะขาดน้ำ
การให้เลือดเมื่อเสียเลือดมาก
หรือการให้ยาเพิ่มความดันโลหิต/ยาเพิ่มการบีบตัวของหลอดเลือด
เมื่อเกิดจากหลอดเลือดขยายตัวผิดปกติ
นอกจากนั้น คือ
การรักษาสาเหตุ เช่น รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปรับยาเบาหวานเมื่ออาการเกิดจากโรคเบาหวาน
โรคความดันโลหิตต่ำรุนแรงไหม
มีผลข้างเคียงไหม
โดยทั่วไป
โรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำมักไม่รุนแรง คนส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ
และไม่ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตต่ำ และเมื่อมีอาการ ภายหลังการพักผ่อน
ผู้ป่วยมักกลับมามีความดันโลหิตปกติได้
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ
ขึ้นกับสาเหตุ เช่น เมื่อเกิดจากดื่มน้ำน้อย ความรุนแรงต่ำ เมื่อเกิดจากเสียน้ำ
เสียเลือดมาก ความรุนแรงสูงขึ้น หรือเมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
ความรุนแรงจะสูงมาก
ผลข้างเคียงจากโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ
คือ สมองขาดเลือด อาจหมดสติ จึงเกิดการล้ม หรือ การชักได้
ดูแลตนเองอย่างไร ควรพบแพทย์เมื่อไร
การดูแลตนเอง
การพบแพทย์เมื่อมีโรคความดันโลหิตต่ำ ได้แก่
·
ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ
·
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
·
เคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
·
เมื่อจะเปลี่ยนท่าทาง เช่น
จากนอนเป็นยืน โดยเฉพาะผู้สูงอายุต้องค่อยๆเปลี่ยนท่าทาง
จากนอนอาจต้องลุกนั่งพักสักครู่ก่อนแล้วจึงยืน
จากนั่งอาจต้องยืนยึดจับสิ่งยึดเหนี่ยวให้มั่นคงก่อน จึงก้าวเดิน
·
หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ
แต่ถ้าเป็นอาชีพ อาจต้องใส่ถุงน่องช่วยพยุงหลอดเลือดไม่ให้เกิดการแช่ค้างของเลือด
และไม่นั่งไขว่ห้างนานๆ เพื่อลดการเบียดทับหลอดเลือด จึงเพิ่มการไหลเวียนเลือด
·
กินยาต่างๆอย่างถูกต้อง
และรู้จักผลข้างเคียงของยาที่กินอยู่
·
กินอาหารแต่ละมื้ออย่าให้ปริมาณมากเกินไป
·
ต้องจำให้ได้ว่าแพ้อะไร
เพื่อการหลีกเลี่ยง
·
ดูแล รักษา ควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ
·
ควรพบแพทย์เมื่อ
o
มีอาการของโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำบ่อยๆ
ควรต้องหาสาเหตุ เพื่อการรักษาควบคุมโรคแต่เนิ่นๆ
o
อาการต่างๆเลวลง หรือ
ไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเอง
o
อาการต่างๆรุนแรง
โดยเฉพาะอาการทางการหายใจ และการแน่นเจ็บหน้า อก เพราะอาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
o
กังวลในอาการ
ป้องกันโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร
การป้องกันโรคความดันโลหิตต่ำ
เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อการดูแลตนเองที่สำคัญ คือ
·
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม
·
ระมัดระวังในการเปลี่ยนท่าทางโดยเฉพาะเมื่อต้องลุกขึ้นยืน
เปลี่ยนท่าทางให้ช้าลง ทำทีละขั้นตอนเสมอ เช่น จากนอน เป็นนั่งพัก
แล้วจึงค่อยลุกขึ้นยืน
·
รักษา
และควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
·
ระมัดระวังการใช้ยาต่างๆ
ไม่ซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อน
และกินยาแต่ละชนิดควรต้องรู้ผลข้างเคียงจากยา
Key: ความดันโลหิตต่ำ
(Hypotension), ปวดหัว
Subscribe to:
Posts (Atom)




