Showing posts with label รวมเรื่องโรค-diseases. Show all posts
Showing posts with label รวมเรื่องโรค-diseases. Show all posts

Wednesday, February 17, 2016

ติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia)

ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ หรือ Sepsis คือ ภาวะที่ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาตอบ สนองต่อการติดเชื้อ หรือต่อพิษของเชื้อโรค โดยทำให้เกิดการอักเสบขึ้นทั่วทั้งร่าง กาย ซึ่งการติดเชื้อนี้ อาจเกิดขึ้นที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของร่างกาย หรือเป็นการติดเชื้อทั่วร่างกายก็ได้

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (โลหิต) หรือ Septicemia คือ การที่ตรวจพบว่ามีเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด และทำให้เกิดภาวะ Sepsis ขึ้นมา ดังนั้นทั้งสองภาวะจึงเป็นภาวะเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน และมักใช้ในความหมายเดียวกัน

คำว่า Sepsis มาจากภาษากรีกโบราณ แปลว่า เน่าเปื่อย พุพัง โดย Sir William Osler แพทย์ชาวแคนาดา เป็นคนแรกที่ค้นพบว่า บางครั้งสาเหตุการเสีย ชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ไม่ได้เป็นผลมาจากเชื้อโรคโดยตรง แต่มาจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มีต่อเชื้อโรคนั่นเอง ในปี พ.ศ. 2457 Schottmueller แพทย์ชาวเยอรมันได้ให้นิยามคำว่า Septicemia คือการที่เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่กระ แสเลือด และทำให้เกิดอาการต่างๆ หลังจากนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มเติมคำศัพท์ และความหมายโดยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด และด้านการ แพทย์ในภาวะวิกฤติ ชื่อ American College of Chest Physicians และ Society of Critical Care Medicine ให้เป็นดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นและที่จะกล่าวต่อไป

ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด พบได้ในคนทุกเชื้อชาติ แต่มักเกิดในผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่มีโรคประจำตัวมากกว่าวัยอื่น และพบว่าผู้ ชายมีโอกาสเกิดมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย

ปัจจุบัน พบการเกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุมีมากขึ้น รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัวก็มีอายุยืนยาวขึ้นจากการรักษาโรคประจำตัวเหล่านี้มีประสิทธิภาพดีกว่าสมัยก่อน นอกจากนี้ ในปัจจุบัน การรักษาผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลก็ซับซ้อนยุ่งยาก มีการใส่เครื่อง มือ และสายสวนต่างๆเข้าร่างกาย และมีการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ซึ่งต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะติดเชื้อด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ที่มีภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดในผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในโรง พยาบาลนั่นเอง

แหล่งข้อมูล
http://haamor.com/th/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด


ถาม : ปรางทิพย์/กาญจนบุรี

พ่อดิฉันป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วติดเชื้อในกระแสเลือด คุณหมอได้ให้ยาฆ่าเชื้อจนอาการเป็นปกติ จึงอยากทราบรายละเอียดของการติดเชื้อในกระแสเลือดค่ะ

ตอบ : นพ.อมร ลีลารัศมี

การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงมาก และตายอย่างรวดเร็วถ้าหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เพราะเลือดคือองค์ประกอบหลักของร่างกายไหลไปอวัยวะทุกส่วน หากมีความรุนแรงของเชื้อมากอาจทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย การติดเชื้อทุกส่วนของร่างกายสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปอด ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร หรือผิวหนัง ซึ่งภาวะนี้จำเป็นต้องให้การรักษาอย่างทันที เพราะถ้ามีอาการรุนแรงอาจทำให้ต้องเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยสูงอายุ เพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อม และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ หรือผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายอย่าง เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น

นอกจากปัจจัยของผู้ป่วยแล้ว ปัจจัยของเชื้อก่อโรคที่เป็นสาเหตุก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เช่น ถ้าเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงหรือเป็นเชื้อดื้อยาหลายชนิด ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้เช่นกัน

ผู้ป่วยจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการของการติดเชื้อของอวัยวะที่เป็นสาเหตุ มีไข้ หายใจเหนื่อย  อาจซึมหรือหมดสติ ในรายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำหรือภาวะช็อก การทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ปอด หัวใจล้มเหลวได้  ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิต

ส่วนการรักษา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่สงสัย การให้สารน้ำให้เพียงพอ ถ้ามีอาการหอบเหนื่อยมาก อาจจำเป็นต้องใส่ท่อหลอดลมช่วยการหายใจ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการ ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดต่ำเนื่องจากอาการติดเชื้อ หรือไม้ไข้สูงอาจต้องนอนโรงพยาบาลนานหลายวัน

Key: ติดเชื้อในกระแสเลือด, Sepsis, Septicemia

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/ask/detail/14576

Saturday, February 13, 2016

The world's 10 leading causes of death



1: Ischaemic heart disease
Global deaths: 7 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=11

2: Stroke
Global deaths: 6.2 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=10

3: Lower respiratory infection
Global deaths: 3.2 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=9

4: Chronic obstructive pulmonary disease
Global deaths: 3 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=8

5: Diarrhoeal diseases
Global deaths: 1.9 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=7

6: HIV/AIDS
Global deaths: 1.6 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=6

7: Respiratory cancers
Global deaths: 1.5 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=5

8: Diabetes mellitus
Global deaths: 1.4 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=4

9: Road injury
Global deaths: 1.3 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=3

10: Prematurity
Global deaths: 1.2 million
http://www.cnbc.com/2014/02/06/the-worlds-ten-leading-causes-of-death.html?slide=2


Zika and Pregnancy

 Zika and Pregnancy

The best way to prevent Zika is to prevent mosquito bites.

- Wear long-sleeved shirts and long pants.
- Stay in places with air conditioning or that use window and door screens to keep mosquitoes outside.
- Use Environmental Protection Agency (EPA)-registered insect repellents (bug spray). Always follow the instructions on the label and reapply every few hours.
- Eliminate mosquito breeding sites, like containers with standing water.


 Pregnant and living in an area with Zika

Source:
http://www.cdc.gov/zika/pdfs/preg_areaswithzika.pdf



Source:
http://www.cdc.gov/zika/pdfs/zikapregnancyinfographic.pdf

Key: Pregnant and living in an area with Zika? ,

    Zika Pregnant? Read this before you travel

Number of deaths for leading causes of death

United States 2013

- Heart disease: 611,105
- Cancer: 584,881
- Chronic lower respiratory diseases: 149,205
- Accidents (unintentional injuries): 130,557
- Stroke (cerebrovascular diseases): 128,978
- Alzheimer's disease: 84,767
- Diabetes: 75,578
- Influenza and Pneumonia: 56,979
- Nephritis, nephrotic syndrome, and nephrosis: 47,112
- Intentional self-harm (suicide): 41,149

Source:
http://www.cdc.gov/nchs/fastats/leading-causes-of-death.htm#
http://www.cdc.gov/nchs/data/nvsr/nvsr64/nvsr64_02.pdf

Tuesday, February 9, 2016

บ้านหมุน (เห็นบ้านหรือสิ่งรอบตัวหมุน)

Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV)

เป็นอาการเวียนศีรษะที่มีความรู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมหมุนรอบตัวเอง โดยเกิดเมื่อหันศีรษะไปในทิศทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มักจะมี อาเจียน  ยืนทรงตัวไม่ได้ เมื่อมีการเปลี่ยนท่าหรือหันหน้า หรือลุกจากเตียง สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบ ผู้เกิดอาการนี้หากอายุน้อยกว่า 50 ปีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ ส่วนผู้สูงอายุส่วนมากเกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท

อาการของเวียนศีรษะในลักษณะบ้านหมุน

อาการเวียนศีรษะมักจะเป็นไม่เกิด2-3 นาที โดยมากมักจะเกิดจากการที่หันศีษะไปทิศทางเฉพาะ

พลิกศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง ตัวอย่างเวลานอนพลิกจะทำให้เกิดเวียนศีรษะ
นอนเงยศีรษะไปทางด้านหลัง เช่นการนอนสระผม
ก้มหน้า เช่นก้มหน้าผูกเชือกรองเท้า
เมื่อมีอาการเวียนศีรษะตาจะมีการกระตุก


ถ้าคลื่นไส้ อาเจียนมาก จนกินอะไรไม่ได้แม้แต่ยา, มีอาการเดินเซ หรือเป็นอัมพาตร่วมด้วย, หรือมีอาการรุนแรงอื่น (เช่น ถ่ายอุจจาระดำ, เจ็บหน้าอกรุนแรง, ปวดท้องรุนแรง, ชีพจรเต้นเร็ว เป็นต้น) ควรรีบไปหาหมอ.
ถ้าไม่มีอาการในข้อ 1 ให้ปฏิบัติดังนี้
-นอนหรือนั่งอยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย (ไม่มีอาการบ้านหมุน)
-อย่าเคลื่อนไหวศีรษะหรือเปลี่ยนท่าในทิศทางที่ทำให้เกิดอาการ.
-ถ้าเป็นนานกว่า 1 นาที กิน ยาไดเมนไฮดริเนต 1 เม็ด แล้วนอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง. ถ้ายังไม่ดีขึ้น กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง.
-อาจให้กินยาหอม กินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง. ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน หรือเป็นๆ หายๆ บ่อยๆ หรือมี อาการหูอื้อ แว่วเสียงดังในหูร่วมด้วย ควรไปหาหมอ.
-ถ้าเป็นบ้านหมุนจากการเปลี่ยนท่า (มักมีอาการครั้งละ 20-30 วินาที ไม่เกิน 1 นาที โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เป็นๆ หายๆ บ่อยๆ ควรบริหาร ศีรษะตามคำแนะนำของแพทย์.

Key: บ้านหมุน, เวียนหัว, Benign paroxysmal positional vertigo (BPPV)

แหล่งข้อมูล
https://www.doctor.or.th/doctorme/head/12599


โยคะสำหรับโรคทั่วๆไป - ปวดหลัง

การยืนตัวตรงถือได้ว่า เป็นวิวัฒนาการที่สำคัญมากของความเป็นมนุษย์ การที่มนุษย์ยืนตัวตรงได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะของกระดูกสันหลัง ที่ทำให้เราสามารถเลี้ยงตัวตรงอยู่ได้อย่างสมดุล อีกส่วนหนึ่ง คือ การเกร็งตัวเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหลังเพื่อพยุงตัวเราให้ตั้งตรง หากกล้ามเนื้อต้องเกร็งตัวมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้เกิดการปวดหลัง

ผู้ปวดหลังโดยมีสาเหตุจากการเครียดหรือจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ โยคะทำให้เรามีสติ รับรู้ความเกร็ง ตึงที่เกิดขึ้น และช่วยผ่อนคลายความเกร็ง ตึงเหล่านั้น ส่วนผู้ปวดหลังที่มาจากสาเหตุใหญ่ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน อักเสบ หรือติดเชื้อ จำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

ในการปฏิบัติเริ่มจากท่าเอียงข้างและท่าแอ่นหลัง ฝึกทำสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงเพิ่มท่าก้มไปข้างหน้า จากนั้นลองทำท่าบิดตัว

ในกรณีที่เจ็บมาก ให้ค่อย ๆ ทำทีละน้อย เริ่มทำเฉพาะส่วนที่เจ็บน้อยที่สุด ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ด้วยความระมัดระวัง เมื่อฝึกทำสม่ำเสมอได้สัก 2-3 สัปดาห์ จึงขยับทำมาก ๆ ขึ้น เมื่อทำเพิ่มขึ้นเราอาจรู้สึกปวด ทำเอาแต่เท่าที่พอทนได้ ช่วงที่ทำขณะที่หายใจออกลองจินตนาการ กระจายความรู้สึกปวดไปยังบริเวณรอบ ๆ ที่สำคัญ อย่าฝืนทำมากเกินไป

สำหรับผู้มีสุขภาพปกติ การฝึกทำท่าเหล่านี้เป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสุขภาพหลังของเรา ให้ทำงานได้เป็นปกติ
                                                             
ท่าเอียงข้าง
ยืนกางขา ยกแขนขาขึ้นจนขนานกับพื้น โน้มแขนขวาและลำตัวไปทางซ้าย แขนซ้ายค่อน ๆ เลื่อนลงไปตามขา สายตามองที่ปลายมือขวา ระวังอย่าก้มตัวไปทางข้างหน้า หรือแอ่นตัวไปทางด้านหลัง จากนั้นคืนตัวกลับ ลดมือลง แล้วทำสลับข้าง ทำข้างละ 5 ครั้ง
                                                                
ท่าแอ่นหลัง
ยืนกางขา
 ชูแขนทั้ง 2 ขึ้น แอ่นตัวไปทางด้านหลัง จากนั้นคืนตัวกลับ ทำ 5 ครั้ง 
                                                                     
ท่าก้มไปข้างหน้า
ยืนกางขา 
ชูแขนทั้ง 2 ขึ้น ก้มตัวลงจนสุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นคืนตัวกลับ ทำ 5 ครั้ง
                                                                  
ท่าบิดตัว
นอนหงาย กางแขน ฝ่ามือคว่ำ ชันเข่า ลดเข่าทั้ง 2 ไปทางขวา ลงไปจนสุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ฝืน จากนั้นคืนเข่ากลับ แล้วลดเข่าลงทางซ้าย ทำข้างละ 5 ครั้ง
                                                       

หลักในการปฏิบัติ1) มีสติ รับรู้ความรู้สึกของร่างกายตลอดเวลา รับรู้สภาวะเหยียดตึง รับรู้สภาวะผ่อนคลาย รับรู้ทุก ๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2) ใช้แรงแต่น้อย ใช้แรงเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
3) ทำด้วยหลักทางสายกลาง น้อยเกินไป เราก็ยังไม่ได้รับประโยชน์ มากเกินไป เราก็กำลังทำร้ายร่างกายเราเอง
4) ทำตอนเช้า ๆ (ก่อนอาหาร) เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่น แจ่มใส

Key: ปวดหลัง, back pain
แหล่งข้อมูล

โรคริดสีดวงทวาร สาเหตุ อาการ และการรักษา โรคริดสีดวงทวาร


การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวาร



โรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงนี้ถ้าใครเป็นอาจจะอายไม่กล้าบอกใครหรือไม่กล้าไปรักษา แต่โรคนี้ถ้าหากปล่อยไว้นานอาจจะเรื้อรังได้ ควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกๆ อย่ารอให้เป็นมาก แล้วค่อยไป  โรคริดสีดวงถ้าใครเป็นแล้วอาจจะไม่หายขาดแต่จะช่วยให้เบาเทาลง มีวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นหรือถ้าหากเป็นแล้วควรจะต้องงดหลายอย่างที่จะทำให้โรคริดสีดวงนั้นเป็นหนักขึ้น
ริดสีดวงทวาร

สารบัญโรคริดสีดวงทวาร

1.      โรคริดสีดวงทวาร คือ

2.      การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

3.      อาการของโรคริดสีดวงทวาร

4.      วีธีการรักษา

5.      ผู้ที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงทวาร


โรคริดสีดวงทวาร คือ
การมีหลอดเลือดขอดโป่งพองของผนังเยื่อบุทวารหนัก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะพบเป็นก้อนโป่งพอง โผล่ออกมาขณะอุจจาระ หรืออาจทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะหรือหลังถ่ายอุจจาระได้      โดยปกติแล้วที่ บริเวณทวารหนักจะมีเลือดมาเลี้ยงมาก และมีลักษณะพิเศษอีก คือ มีกลุ่มหลอดเลือดดำสานเป็นร่างแหที่บริเวณเยื่อบุทวารหนัก 3 กลุ่มใหญ่ โดยรอบทวารหนัก เลือดภายในกลุ่มหลอดเลือดดำเหล่านี้จะไหลถ่ายเทขึ้นไปสู่หลอดเลือดดำใหญ่ภาย ในช่องท้อง แต่ถ้าหลอดเลือดไหลถ่ายเทไม่สะดวก และเป็นบ่อย ๆ จะเกิดการคั่งขึ้นภายในร่างแหหลอดเลือดดำ เกิดเป็นหลอดเลือดขอดโป่งพองขึ้นได้ เรียกว่า ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักอาจเกิดเป็นแบบภายในหรือภายนอก ขึ้นกับว่าเกิดที่หลอดเลือดภายใน หรือนอกทวารหนัก ส่วนมากมักเป็นแบบภายใน

สาเหตุ โรคริดสีดวงทวาร  >>>   นั้นเกิดมาจากท้องผูก การตั้งครรภ์ ซึ่งในกรณีของการตั้งครรภ์นี้โรคริดสีดวงทวาร จะหายได้เองเมื่อคลอดบุตรแล้ว ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็เช่น พันธุกรรมและความชรา แต่สาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากพฤติกรรมที่ผิด โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ บางคนปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง ไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้หรืออาหารที่มีเส้นใย ดื่มน้ำน้อย หรือชอบเบ่งแรงๆ เวลาถ่ายอุจจาระ เหล่านี้ก็ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดริดสีดวงทวาร แต่โชคร้ายโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เว้นแต่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการถ่ายอุจจาระ

การป้องกันโรคริดสีดวงทวาร

1. พฤติกรรมการเบ่งอุจจาระแรงๆ (ท้องผูก) หรือการนั่งส้วมนานๆ จะทำให้ริดสีดวงอาการเป็นมากขึ้น พยายามอย่าปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มอาการริดสีดวงให้มากขึ้น

2. อย่าถูแรงๆบริเวณรอบๆทวารหนักเพราะจะเพิ่มการระคายเคืองต่ออาการริดสีดวง

3. พยายามกินอาหารที่มีเส้นใยสูง (High fiber) เช่น ผัก-ผลไม้ ธัญพืช เพื่อช่วยให้การขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น

4. ให้ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้วทุกวัน

5. ควรออกกำลังกายทุกวันจะเป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้การถ่ายอุจจาระทำได้ง่ายขึ้น

6. ถ้าไม่รู้สึกปวดถ่ายก็อย่าฝืนเบ่งอุจจาระหรือนั่งส้วมนาน

7. การลดอาการปวดและอักเสบจากอาการริดสีดวงทวารให้นั่งแช่ในน้ำอุ่น 10-15 นาที หากปวดมากให้กินยาแก้ปวดหรือแก้อักเสบแล้วแต่อาการ

8. กินยาเพื่อช่วยลดอาการคั่งของเลือดเช่น Venoluton หรือ  Daflon

9. ให้เหน็บยาที่ทวารหนักตอนเช้าและก่อนนอน วันละ 2 ครั้งเพื่อช่วยให้ริดสีดวงอาการดีขึ้น

10. หากอาการริดสีดวงไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 อาทิตย์ต้องรีบปรึกษาแพทย์.



อาการของโรคริดสีดวงทวาร
ผู้ที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก โดยมากมักมีอาการถ่ายเป็นเลือด เลือดที่ออกมักจะเป็นเลือดสดๆ ระยะแรกอาจสังเกตว่ามีเลือดติดกระดาษชำระหลังอุจจาระ หรือเคลือบอุจจาระออกมา ต่อมาอาจออกมากจนมีเลือดหยดลงในโถส้วมขณะถ่ายอุจจาระ ถ้าเป็นมากขึ้นจะพบว่ามีก้อนโผล่ออกมาทางทวารหนัก โดยเฉพาะหลังถ่ายอุจจาระโดยมากจะไม่มีอาการเจ็บปวด (นอกจากถ้ามีการอักเสบร่วมด้วย) ยกเว้นในพวกที่เป็นริดสีดวงทวารหนักแบบภายนอก ซึ่งมักพบก้อนที่ทวารหนักตั้งแต่ระยะแรก และโดยมากจะเจ็บปวดที่ก้อนริดสีดวง จากอาการดังกล่าวทำให้แพทย์แบ่งริดสีดวงทวารหนักออกเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 มีแต่อาการเลือดออก การตรวจต้องใช้เครื่องมือพิเศษส่องเข้าไปดูภายในทวารหนัก มองจากภายนอก หรือคลำดูจะไม่สามารถบอกได้เลย

ระยะที่ 2 ถ่ายอุจจาระแล้วมีก้อนริดสีดวงทวารหนักโผล่ออกมาเวลาเบ่ง แต่หดกลับเข้าไปได้เอง

ระยะที่ 3 ถ่ายอุจจาระแล้วริดสีดวงโผล่ออกมา และไม่หดกลับเข้าเองต้องใช้นิ้วมือดันกลับจึงเข้า

ระยะที่ 4 ริดสีดวงทวารโผล่ออกมาภายนอก และไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้

อาการเลือดออกทางทวารหนัก หรือถ่ายเป็นเลือดแม้ว่ากว่า 90% จะเป็นริดสีดวงทวารหนัก แต่ก็อาจเกิดจากโรคอื่นได้ โดยเฉพาะโรคที่ร้ายแรง เช่น มะเร็งของลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจยืนยันว่าไม่มีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น แต่ริดสีดวงทวารหนักเองนั้นไม่ใช่มะเร็ง และไม่ใช่สาเหตุให้เกิดมะเร็ง และการวินิจฉัยที่แน่นอนจะต้องตรวจโดยใช้กล้องส่องดูภายในทวารหนัก


วีธีการรักษา โรคริดสีดวงทวาร

1. ให้ยาชนิดป้าย หรือยาเหน็บทวารหนัก ใช้กับโรคระยะที่ 1

2. ใช้ยาฉีดหัวริดสีดวงทวารหนัก ยาจะทำให้หลอดเลือดดำฝ่อ และหัวริดสีดวงทวารหนักยุบลง ใช้กับโรคระยะที่ 2 การฉีดยาจะไม่เกิดอาการเจ็บปวดเลย ได้ผลดีมาก

3. ใช้ยางรัดหัวริดสีดวงทวารหนัก วิธีนี้จะรัดที่หัวริดสีดวงทำให้หัวริดสีดวงฝ่อแล้วหลุดไปเอง หลังรัดด้วยยางประมาณ 7 วัน ได้ประโยชน์ และผลดีในโรคระยะที่ 2 โดยเฉพาะเมื่อหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ และพบว่ามักไม่มีอาการเจ็บปวดขณะใช้ยารักษาเช่นเดียวกัน

4. ใช้เครื่องขยายทวารหนัก หรือใช้ความเย็นจัด หรือใช้แสงอินฟราเรด เป็นวิธีการรักษาที่ใช้กับระยะที่ 2 แต่ยังไม่ค่อยนิยมเท่าแบบที่ 2, 3

5. ผ่าตัดใช้สำหรับโรคระยะที่ 3 และ 4 ซึ่งนับว่าเป็นมากแล้ว ความจริงการผ่าตัดไม่น่ากลัวเลย และไม่เจ็บขณะทำผ่าตัด เพราะแพทย์จะให้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง หลังผ่าตัดอาจจะเจ็บปวดบ้าง แต่ก็ไม่มากมาย และสามารถระงับได้โดยยาแก้ปวด อยู่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน


ผู้ที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงทวาร

ท้องผูก การนั่งแช่นานๆ รวมทั้งนั่งถ่ายอุจจาระนานๆ ทำให้ต้องเบ่งอุจจาระเป็นประจำ แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง หรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย

ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆจะเพิ่มความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด เช่นกัน

อายุ ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆรอบหลอดเลือด รวมทั้งของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด หลอดเลือดจึงโป่งพองได้ง่าย

การตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักของครรภ์จะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดบวมพองได้ง่าย

โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ส่งผลให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น เช่นเดียวกับในหญิงตั้งครรภ์

การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จึงเกิดการกดเบียดทับ/บาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดส่วนนี้เรื้อรัง จึงมีเลือดคั่งในหลอดเลือด เกิดโป่งพองได้ง่าย

โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด จึงเกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด จึงเกิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย

อาจจากพันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงกว่า เมื่อครอบครัวมีประวัติเป็นโรคริดสีดวงทวาร


Key: โรคริดสีดวงทวาร, ริดสีดวงทวาร, hemorrhoids, haemorrhoids, piles


แหล่งข้อมูล

http://siamhealth.net/

http://blog.eduzones.com/poonpreecha/81665

http://zoneplus.net/

Friday, February 5, 2016

ไข้ซิกา (Zika Fever)

     โรคไข้ซิกา (Zika fever) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika Virus-ZIKV) ไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว อยู่ในตระกูลเฟลวิไวรัส (flavivirus) มีลกษณะคล้ายคลึงกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี, ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี มียุงลาย ุ ( เช่น Ae. Africanus, Ae. Apicoargenteus, Ae. Luteocephalus, Ae. Aegypti เป็นต้น) เป็นพาหะนาโรค ไวรัสซิกาถูกแยกเชื้อคร้ังแรกในปีพ.ศ. ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) จากน้ำเหลืองของลิง rhesus ที่ใช้ในการศึกษาไข้เหลืองในป่าชื่อซิกา ประเทศยูกันดา และแยกเชื้อได้จากคนในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ (ค.ศ. ๑๙๖๘) ณ ประเทศไนจีเรีย
      มีระยะฟักตัว ๔-๗ วนั จากนั้นจะมีอาการ ไข้ปวดศีรษะรุนแรง มีผื่นแบบ maculopapular ที่บริเวณลำตัว แขนขา, วิงเวียน , เยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง ปวดข้อ อาจจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง
      ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ถึง ๒๕๓๕ มีข้อบ่งชี้ทางน้ำเหลืองวิทยาว่ามีการติดเชื้อไวรัสซิกา ในประเทศกลุ่มแอฟริกา ได้แก่ ยูกันดา , แทนซาเนีย, อียิปต์,  อัฟริกากลาง สาธารณรัฐเซียร์ราลีโอน และกาบอง ในส่วนของเอเชียมีรายงานพบในประเทศอินเดีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, เวียดนามและอินโดนีเซีย ล่าสุดในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (ค.ศ. ๒๐๐๗) ได้รายงานการระบาดของไข้ซิกา ในหมู่เกาะแยป
     ในประเทศไทย มีผู้รายงานว่าตรวจพบแอนติบอดีชนิดทำลายล้างไวรัสซิกา ในผู้ที่อาศัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ (ค.ศ. ๑๙๖๓) และล่าสุด มีรายงาน ผู้ป่วยหญิงนักท่องเที่ยวจากแคนาดา ซ่ึงเดินทางมาประเทศไทยในช่วงเวลา ๒๑ มกราคม-๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และมีอาการภายหลังจากเดินทางกลับถึงประเทศแคนาดาเป็นเวลา ๔ วนั โดยเริ่มป่วย วันที่ ๕ กุมภาพนธ์ ๒๕๕๖ มีอาการไข้อ่อนเพลีย ปวดศีรษะกระสับกระส่าย หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลัง และปวดข้อ ได้รับการตรวจทางหองปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้ออไวรัสซิกา (Zika virus) ซึ่งขณะนี้กรมควบคุมโรคยังเฝ้าระวงโรคนี้อยู่
     การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ ทำได้ ๒ วิธีดังนี้ ๑)การตรวจหาสารพันธุกรรม ด้วยวิธีพีซีอาร์เก็บตัวอย่างน้ำเหลืองเร็วที่สุดหลังจากที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งไม่ควรเกิน ๙ วันหลังมีอาการ และ ๒) การตรวจหาแอนติบอดีชนิดเอ็มที่จำเพาะต่อไวรัสซิกาด้วยวิธีอิไลซ่า ซ่ึงเป็นพัฒนาวิธีโดย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา โดยเก็บตัวอย่าง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในวันที่เริ่มมีอาการ และตัวอย่างที่สองห่างจากตัวอย่างแรก 2-3 สัปดาห์  ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข โดยฝ่ายอาโบไวรัส มีแผนการที่จะติดตั้งวิธีการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติ โรคไข้ซิกาในเร็วๆน้ี
      ปัจจุบนั ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเฉพาะ การรักษาจะรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาการเจ็บป่วย

ฝ่ายอาโบไวรัส
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

Key: ไข้ซิกา (Zika Fever)

แหล่งข้อมูล
http://nih.dmsc.moph.go.th/login/showimgpic.php?id=34

หมอนรองกระดูกเคลื่อน (ตอนที่ 2)

โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล

หมอนรองกระดูกเคลื่อนมักเกิดในผู้ชายและในผู้หญิงที่อายุระหว่าง 30 – 50 ปี ผู้ที่ออกกำลังกายประจำมักมีปัญหาน้อยกว่าผู้ที่นั่งนานๆและไม่ค่อยเคลื่อนไหว การรักษาน้ำหนักให้พอดีก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันการมีปัญหาที่หลัง
ถ้าหมอนรองกระดูกเคลื่อนบริเวณเอวหรือด้านหลังตอนล่าง (Lumbar region) หรือที่เรียกว่ากระเบนเหน็บ ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดร้าวตามส่วนหลัง สะโพก และขา เพราะไปกดทับรากประสาทที่ชื่อว่า Sciatic nerve
ถ้าผู้ป่วยมีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่กระดูกบริเวณ L3 หรือ L5 (ซึ่งมักจะกระทบกับเข่าและขา) อาจมีโอกาสกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้ เนื่องจากมีอาการไม่แข็งตัว/นกเขาไม่ขัน (Erectile dysfunction : ED) อันมีสาเหตุมาจากการที่เนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้อพี (P muscle) ถูกกระทบ
อาการนี้ไม่เหมือนอาการปวดที่เป็นๆ หายๆ ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อชักกระตุก อาการปวดที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะเป็นติดต่อกันหรืออย่างน้อยก็ปวดเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายติดต่อกัน หมอนรองกระดูกเอาจจะเคลื่อนโดยไม่แสดงอาการปวดหรืออาการใดๆ ให้เห็นชัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ถ้าเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ที่โผล่ออกมา ไม่ได้กดทับเนื้อเยื่อหรือประสาท ก็จะไม่แสดงอาการใดๆ
มีงานวิจัยกลุ่มตัวอย่างเล็กๆ ในอาสาสมัครที่มีอาการเคลื่อนของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical spine) แต่ไม่ปรากฏอาการอะไร และพบว่าร้อยละ 50 ของอาสาสมัครนั้นมีส่วนที่ยื่นออกมาในจุดสำคัญ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกส่วนคออาจไม่มีอาการใดปรากฏให้เห็น
โดยทั่วไปอาการที่ปรากฏจะเกิดขึ้นในซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการกดของหมอนรองกระดูกลงบนไขสันหลัง (Spinal cord) หรือกลุ่มรากประสาทคล้ายหางม้า(Cauda equina) ในบริเวณเอวด้านหลัง อาการนั้นอาจจะปรากฏขึ้นได้ทั้งสองด้านของร่างกาย
การกดทับกลุ่มรากประสาทดังกล่าวอาจทำให้เส้นประสาทถูกทำลายอย่างถาวรหรือเป็นอัมพาตได้ ทำให้สูญเสียการควบคุมลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ตลอดจนมีปัญหาในเรื่องเพศสัมพันธ์ (Sexual dysfunction) การปวดหลังเล็กน้อยและการเมื่อยหลังแบบเรื้อรังก็เป็นสัญญานของความเสื่อมที่น่าสงสัยว่าจะเกิดจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูก เช่น การก้มลงเก็บดินสอหรือของที่ตกพื้น
เมื่อกระดูกสันหลังตั้งตรง เช่น ขณะยืนหรือนอน ความกดดันภายในหมอนรองกระดูกจะเท่ากันในทุกส่วน โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 17 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (Pound per square inch : psi) แต่ในขณะที่นั่งหรือก้มลงยกของ ความกดดันภายในจะเปลี่ยนเป็น 300 psi
การเคลื่อนของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ที่อยู่ในหมอนรองกระดูกเข้าไปในช่องไขสันหลัง (Spinal canal) มักเกิดขึ้นเมื่อส่วนด้านหน้าท้องถูกกดขณะกำลังนั่งหรือก้มโค้งไปข้างหน้า ทำให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลางถูกกดยึดกับเนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอก (Annulus fibrosus) ของหมอนรองกระดูก
แรงกดดันภายใน (200 - 300 psi) ทำให้เกิดการแตกของเนื้อเยื่อซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นไหลเข้าไปในช่องไขสันหลัง กดทับรากประสาทและเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ รากประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหรืออาการอื่นๆ

แหล่งข้อมูล:
Spinal disc herniation. http://en.wikipedia.org/wiki/Herniated_nucleus_pulposus [2012, July 28].
Understanding Spinal Disk Problems - the Basics. http://www.webmd.com/back-pain/guide/understanding-spinal-disk-problems-basic-information [2012, July 28].

Key: หมอนรองกระดูก, หมอนรองกระดูกเคลื่อน

แหล่งข้อมูล
http://haamor.com/th/หมอนรองกระดูกเคลื่อน-มาเยือนคุณหรือยัง-2

หมอนรองกระดูกเคลื่อน (ตอนที่ 1)

โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล

หลายสัปดาห์ก่อนผู้เขียนไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราช เห็นที่แผนกออร์โธพีดิกส์เขียนอยู่บนกระดานว่า ขณะนี้โรคที่พบมากที่สุดของแผนก คือ HNP จึงเกิดความสงสัยว่าย่อมาจากอะไร สืบไปสืบมาได้ความว่าคำว่า “HNP” เป็นศัพท์ทางการแพทย์ ย่อมาจากคำว่า “Herniated Nucleus Pulposus” หรือที่เรารู้จักกันว่า “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท” นั่นเอง
หมอนรองกระดูกเป็นเหมือนเบาะยางอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ หมอนรองกระดูกแต่ละอันจะมีลักษณะเป็นแคปซูลกลมแบน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และหนาประมาณ ¼ นิ้ว ประกอบด้วยเยื่อเส้นใยเหนียวรอบนอกที่เรียกว่า Annulus fibrosus และเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลางที่ยืดหยุ่นได้ที่เรียกว่า Nucleus pulposus
หมอนรองกระดูกช่วยทำให้กระดูกสันหลังยืดหยุ่นได้ งอได้ และป้องกันไม่ให้กระดูกแต่ละข้อขัดสีกันเอง ในเด็กจะมีลักษณะเหมือนเจลหรือถุงใส่ของเหลว แต่จะเริ่มแข็งขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น ในวัยหนุ่มสาวเลือดที่มาเลี้ยงหมอนรองกระดูกจะหยุดทำงาน ทำให้เนื้อเยื่อข้างในแข็งขึ้นและหมอนรองกระดูกจะขาดความยืดหยุ่นไป
ในวัยกลางคนหมอนรองกระดูกจะเหนียวและแข็งเหมือนกับยางที่แข็งตัว การเปลี่ยนแปลงไปตามวัยทำให้เส้นใยรอบนอกอ่อนแอลงและหมอนรองกระดูกมีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น ส่วนโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus) นั้นเราเรียกกันสั้นๆว่า โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน เป็นภาวะที่กระทบต่อกระดูกสันหลังอันเนื่องมาจากการบาดเจ็บ หรือไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอก (Annulus fibrosus) ของหมอนรองกระดูก ปล่อยให้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนตรงกลาง (Nucleus pulposus) ซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้นแตกหรือเคลื่อนออกมากดทับรากประสาทและเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ รากประสาท
แม้ว่าการได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจะทำอันตรายต่อหมอนรองกระดูกได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากอายุที่มากขึ้นหรือเกิดจากกิจกรรมประจำวัน เช่น การยกของหนักในท่าที่ผิด การยืดตัวมากไประหว่างการเล่นเทนนิส หรือการลื่นหกล้ม ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อเส้นใยชั้นเปลือกนอกฉีกขาดหรือบิดเบี้ยวแล้วกดทับลงบนเส้นประสาท
นอกจากนี้ สาเหตุที่หมอนรองกระดูกเคลื่อน อาจมาจากความเสื่อมตามปกติ เช่น เมื่อมีการทำงานที่ต้องนั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า บางครั้งก็พบว่าหมอนรองกระดูกอาจบวม ฉีกขาด หรือเสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ และพบว่าลักษณะทางกรรมพันธุ์ (Genetics) ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาในหมอนรองกระดูกด้วยเช่นกัน
อาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อนจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับตำแหน่งและชนิดของเนื้อเยื่อที่เป็น อาจแสดงอาการเล็กน้อยถ้ามีเพียงเนื้อเยื่อเดียวที่ได้รับบาดเจ็บ ไปจนถึงอาการรุนแรงอย่างคอแข็งหรือ ปวดหลังส่วนล่างเพราะรากประสาทได้รับการกระทบกระเทือนจากการเคลื่อนนั้นด้วย
ปกติแพทย์จะยังไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ในทันทีทันใด เนื่องจากผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดไม่ทราบสาเหตุที่ ขา เข่า หรือเท้า อาการอย่างอื่นอาจรวมถึง อาการชา อาการเป็นเหน็บ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต (Paralysis) ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยนไป (Paresthesia)

แหล่งข้อมูล:
Spinal disc herniation. http://en.wikipedia.org/wiki/Herniated_nucleus_pulposus [2012, July 27].

Understanding Spinal Disk Problems - the Basics. http://www.webmd.com/back-pain/guide/understanding-spinal-disk-problems-basic-information [2012, July 27].

Key: หมอนรองกระดูก, หมอนรองกระดูกเคลื่อน


Sunday, April 19, 2015

ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension)

โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์

โรค หรือ ภาวะ ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) คือภาวะที่ความดันโลหิต (เลือด) ซีสโตลิค (Systolic blood pressure) ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) ต่ำกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งความดันโลหิตต่ำอาจต่ำเพียงความดันซีสโตลิค หรือ ไดแอสโตลิกตัวใดตัวหนึ่ง หรือต่ำทั้งสองตัวก็ได้ ซึ่งโดยทั่ว ไปแพทย์ไม่จัดความดันโลหิตต่ำเป็นโรค แต่จัดเป็นภาวะ

ภาพประกอบจาก
http://healthy-ojas.com/lowbp/low-pressure.html

ภาวะความดันโลหิตต่ำเป็นภาวะที่ยังไม่มีการบันทึกอุบัติการณ์ที่แน่นอน เพราะเมื่อความดันโลหิตต่ำไม่มาก มักไม่ก่ออาการ และเมื่อมีอาการ ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการ เช่น วิงเวียน เป็นลม ไม่ได้มาด้วยเรื่องความดันโลหิตต่ำ ดังนั้น การจดบันทึกของโรงพยาบาล จึงมักไม่ได้ระบุว่า เป็นอาการจากความดันโลหิตต่ำ
อย่างไรก็ตาม ภาวะความดันโลหิตต่ำ พบเกิดได้ทั้งสองเพศใกล้เคียงกัน และพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ

อะไรเป็นสาเหตุและกลไกให้เกิดความดันโลหิตต่ำ
โรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีกลไกการเกิดดังนี้
·         ปริมาณน้ำ ของเหลว และ/หรือเลือด (โลหิต) ในการไหลเวียน เลือดลดลง จึงมีเลือดกลับเข้าสู่หัวใจน้อยลง หัวใจจึงเต้นบีบตัวลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง เช่น ภาวะขาดน้ำ และ/หรือขาดเกลือแร่ ภาวะเลือดออกรุนแรง ภาวะร่างกายเสียน้ำจากท้องเสียรุนแรงหรือจากมีแผลไหม้รุนแรง การลุกขึ้นทันทีจากท่านอนโดยเฉพาะเมื่อนอนนานๆ เมื่อไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย หรือเมื่อนั่งนานๆ (ปริมาณเลือดจะคั่งที่ขา เมื่อลุกขึ้นทันที เลือดจึงไหลกลับหัวใจได้น้อย ความดันโลหิตจึงต่ำลงทันที) ซึ่งกลไกนี้ พบเป็นสาเหตุของความดันโลหิตต่ำได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุจากไม่ค่อยดื่มน้ำ เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า ภาวะความดันโลหิตต่ำหรือตกจากการเปลี่ยนท่า (Postural or Orthostatic hypoten sion)
·         ภาวะโลหิตจาง เพราะส่งผลให้ความเข้มข้นของเลือดลดลงจากปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลง ส่งผลให้ปริมาตรในภาพรวมของเลือดลง จึงส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลง
·         ในบางคนภายหลังกินอาหารมื้อหลักปริมาณสูงมาก จึงส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหาร และลำไส้เพิ่มขึ้น เกิดภาวะคล้ายมีเลือดคั่งในกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานเพิ่มขึ้น จึงขาดปริมาณเลือดโดยรวมในการไหลเวียนในกระแสโลหิต เลือดจึงกลับเข้าหัวใจน้อยลง ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำ เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Postprandial hypotension
·         จากโรคของประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการบีบตัวของหลอดเลือด และการบีบตัวของหัวใจ จึงทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดขยาย เลือดจึงคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆเพิ่มขึ้น การไหลเวียนโลหิตจึงลดลง เลือดกลับเข้าหัวใจลดลง จึงส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ เช่น โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) และโรคความจำเสื่อมบางชนิด ซึ่งเรียก ภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Neurogenic orthostatic hypotension
·         จากภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสโลหิต/เลือด (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด) ส่งผลให้เกิดหลอดเลือดขยายตัวมากขึ้นพร้อมๆกัน รวมทั้งเกิดการล้มเหลวในการทำงานของหัวใจและปอด จึงส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ
·         จากการแพ้ยา หรือแพ้อาหาร หรือแพ้สารต่างๆอย่างรุนแรง ส่งผลให้หลอดเลือดทั่วตัวขยายตัวทันที และร่วมกับมีของเหลว/น้ำในเลือดซึมออกนอกหลอดเลือด จึงเกิดการขาดเลือดไหลเวียนในกระแสโลหิต ความดันโลหิตจึงต่ำลง เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Anaphylaxis
·         จากโรคหัวใจ หัวใจจึงบีบตัวเต้นผิดปกติ จึงลดแรงดันในหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันเลือดต่ำ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ
·         จากการตั้งครรภ์ มักเกิดในระยะ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ จากการที่ต้องเพิ่มเลือดหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์ การไหลเวียนโลหิต หรือปริมาตรโลหิตในมารดาจึงลดลง ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้ แต่ร่างกายมารดามักปรับตัวได้เองเสมอเมื่อมารดามีสุขภาพแข็ง แรง
·         จากโรคของต่อมไร้ท่อซึ่งสร้างฮอร์โมนควบคุมการทำงาน ของหัวใจ ของหลอดเลือด และของเกลือแร่ต่างๆที่เป็นตัวอุ้มน้ำในหลอดเลือด จึงส่งผลถึงการไหลเวียนโลหิต จึงเกิดความดันโลหิตต่ำได้ เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ โรคของต่อมหมวกไต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในโรคเบาหวาน
·         ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาขับน้ำ ยาลดความดันโลหิตสูง ยาไวอะกรา (Viagra) หรือ ยาทางจิตเวชบางชนิด
·         จากมีการกระตุ้นวงจรประสาทอัตโนมัติและสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด และหัวใจ ซึ่งเมื่อเกิดการกระตุ้นวงจรนี้ จะส่งผลให้หลอดเลือดและหัวใจทำ งานผิดปกติ ความดันโลหิตจึงต่ำลงได้ เรียกภาวะความดันโลหิตต่ำจากกลไกนี้ว่า Neurally mediated hypotension เช่น จากอารมณ์/จิตใจ (กลัวมาก ตกใจ เห็นภาพสยดสยอง หรือ เจ็บ/ปวดมาก) จากการยืน หรือ นั่งไขว่ห้างนานๆ การอยู่ในที่แออัด และ/หรืออบอ้าว การอาบ น้ำอุณหภูมิอุ่นจัด หรือการหยุดพักทันทีขณะออกกำลังกายอย่างหนัก

ใครบ้างมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตต่ำ
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตต่ำ ได้แก่
·         ผู้สูงอายุ จากดื่มน้ำน้อย และจากไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
·         ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคของต่อมไทรอยด์และภาวะซีด
·         กินยาบางชนิดโดยเฉพาะ ยาขับน้ำ ยาโรคความดันโลหิตสูง และยาโรคเบาหวาน
·         มีภาวะขาดน้ำ จากสาเหตุต่างๆ เช่น ท้องเสีย หรือ อาเจียน รุนแรง หรือภาวะลมแดด

โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร
อาการพบบ่อยของโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ คือ
·         วิงเวียน หน้ามืด เป็นลม
·         ตาลาย
·         คลื่นไส้ อาจอาเจียน
·         มือ เท้าเย็น
·         เหงื่อออกมาก
·         ชีพจรเบา เต้นเร็ว
·         หายใจเร็ว เหนื่อย
·         กระหายน้ำ ตัวแห้ง ปัสสาวะน้อย เมื่อเกิดจากภาวะขาดน้ำ
·         บางคนอาจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
·         อาจมีผื่นแดงขึ้นตามตัว หน้า ตัวบวม เมื่อเกิดจากการแพ้สิ่งต่างๆ
·         อาจชัก
·         หมดสติ เมื่อความดันโลหิตต่ำมาก

แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตต่ำได้อย่างไร
แพทย์วินิจฉัยโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำได้จาก การวัดความดันโลหิต และวินิจฉัยหาสาเหตุได้จาก ประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ประวัติกินยาต่างๆ หรือ กินอาหาร หรือถูกสัตว์/แมลงต่อย การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมต่างๆ ทั้งนี้ขึ้น กับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เมื่อสงสัยโรคหัวใจ หรือการตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลเมื่อสงสัยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจากโรคเบาหวาน เป็นต้น

รักษาโรคความดันโลหิตต่ำได้อย่างไร
แนวทางการรักษาโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ คือ การเพิ่มความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตามสาเหตุ เช่น ให้น้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำเมื่อเกิดจากภาวะขาดน้ำ การให้เลือดเมื่อเสียเลือดมาก หรือการให้ยาเพิ่มความดันโลหิต/ยาเพิ่มการบีบตัวของหลอดเลือด เมื่อเกิดจากหลอดเลือดขยายตัวผิดปกติ
นอกจากนั้น คือ การรักษาสาเหตุ เช่น รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจเมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ปรับยาเบาหวานเมื่ออาการเกิดจากโรคเบาหวาน

โรคความดันโลหิตต่ำรุนแรงไหม มีผลข้างเคียงไหม
โดยทั่วไป โรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำมักไม่รุนแรง คนส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และไม่ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตต่ำ และเมื่อมีอาการ ภายหลังการพักผ่อน ผู้ป่วยมักกลับมามีความดันโลหิตปกติได้
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ ขึ้นกับสาเหตุ เช่น เมื่อเกิดจากดื่มน้ำน้อย ความรุนแรงต่ำ เมื่อเกิดจากเสียน้ำ เสียเลือดมาก ความรุนแรงสูงขึ้น หรือเมื่อเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ความรุนแรงจะสูงมาก
ผลข้างเคียงจากโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำ คือ สมองขาดเลือด อาจหมดสติ จึงเกิดการล้ม หรือ การชักได้

ดูแลตนเองอย่างไร ควรพบแพทย์เมื่อไร
การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อมีโรคความดันโลหิตต่ำ ได้แก่
·         ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ
·         ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
·         เคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
·         เมื่อจะเปลี่ยนท่าทาง เช่น จากนอนเป็นยืน โดยเฉพาะผู้สูงอายุต้องค่อยๆเปลี่ยนท่าทาง จากนอนอาจต้องลุกนั่งพักสักครู่ก่อนแล้วจึงยืน จากนั่งอาจต้องยืนยึดจับสิ่งยึดเหนี่ยวให้มั่นคงก่อน จึงก้าวเดิน
·         หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ แต่ถ้าเป็นอาชีพ อาจต้องใส่ถุงน่องช่วยพยุงหลอดเลือดไม่ให้เกิดการแช่ค้างของเลือด และไม่นั่งไขว่ห้างนานๆ เพื่อลดการเบียดทับหลอดเลือด จึงเพิ่มการไหลเวียนเลือด
·         กินยาต่างๆอย่างถูกต้อง และรู้จักผลข้างเคียงของยาที่กินอยู่
·         กินอาหารแต่ละมื้ออย่าให้ปริมาณมากเกินไป
·         ต้องจำให้ได้ว่าแพ้อะไร เพื่อการหลีกเลี่ยง
·         ดูแล รักษา ควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ
·         ควรพบแพทย์เมื่อ
o   มีอาการของโรค/ภาวะความดันโลหิตต่ำบ่อยๆ ควรต้องหาสาเหตุ เพื่อการรักษาควบคุมโรคแต่เนิ่นๆ
o   อาการต่างๆเลวลง หรือ ไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเอง
o   อาการต่างๆรุนแรง โดยเฉพาะอาการทางการหายใจ และการแน่นเจ็บหน้า อก เพราะอาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
o   กังวลในอาการ

ป้องกันโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร
การป้องกันโรคความดันโลหิตต่ำ เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อการดูแลตนเองที่สำคัญ คือ
·         ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม
·         ระมัดระวังในการเปลี่ยนท่าทางโดยเฉพาะเมื่อต้องลุกขึ้นยืน เปลี่ยนท่าทางให้ช้าลง ทำทีละขั้นตอนเสมอ เช่น จากนอน เป็นนั่งพัก แล้วจึงค่อยลุกขึ้นยืน
·         รักษา และควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
·         ระมัดระวังการใช้ยาต่างๆ ไม่ซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อน และกินยาแต่ละชนิดควรต้องรู้ผลข้างเคียงจากยา

Key: ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension), ปวดหัว